วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

Some Not-my-documents that are made by unknown artists(students)

Strategy คือยุทธศาสตร์และกลยุทธ์

โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ( มติชนรายวัน วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2547 )

ผู้เขียนได้รับทั้งจดหมายและโทรศัพท์จากท่านผู้อ่านที่เคารพถึง 10 ท่าน ท้วงติงเรื่องศัพท์วิชาการที่ผู้เขียนอ้างถึงว่า "ยุทธศาสตร์(Strategy) กับกลยุทธ์(Strategy) ต่างกันอย่างไร?"

รวมทั้งผู้อ่านท่านหนึ่งได้มาถามถึงบ้านของผู้เขียนเลยทีเดียวว่าที่ถูกนั้นคืออย่างไร? ทำไมศัพท์สองตัวนี้จึงแปลมาจากคำว่า Strategy เหมือนกัน

และ ที่สำคัญก็คือ ความเป็นห่วงเป็นใยอันเป็นความเมตตาอย่างสูงต่อผู้เขียนในข้อที่ว่าผู้เขียน นั้นอายุมากขึ้นแล้วหลงๆ ลืมๆ เลอะเลือนไปหรือเปล่า

ผู้เขียนก็ชี้แจงไปว่า ไม่ผิดหรอกครับ ศัพท์ภาษาอังกฤษนั้นใช้ว่า Strategy นั้น ถูกแล้ว ซึ่งคำนี้ดั้งเดิมแล้วเป็นศัพท์ของทางทหารเขา ซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทยก็คือยุทธศาสตร์ ต่อมาทางวิชารัฐประศาสนศาสตร์และวิชาบริหารทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริหารการศึกษา หรือบริหารธุรกิจ ก็ใช้คำว่า Strategy นี้มากเหมือนกัน

ที แรกๆ ก็ใช้คำแปลว่ายุทธศาสตร์เหมือนกับทางทหารนั่นแหละ แต่ต่อมาคงจะเขินอะไรกระมังเลยยักเยื้องมาใช้คำว่ากลยุทธ์ แต่ก็ยังใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Strategy นี่ตามเดิม ซึ่งเรื่องมันก็เท่านั้นเอง

ท่านผู้ท้วงติงทุกคนก็ดูจะพอใจ ผู้เขียนเลยคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ก็น่าจะเขียนทำความเข้าใจในเรื่อง ยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์(Strategy) นี่กับ ยุทธวิธี(Tactic) ด้วย เพราะเป็นคำศัพท์ทางวิชาการที่น่าสนใจและเข้าใจสับสนพอสมควร

คำว่า Strategy นี้มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ Strategia แปลว่า "การเป็นนายทัพ" ซึ่ง เป็นเรื่องของการทหาร เรื่องศึกสงครามโดยแท้ ซึ่งถ้าใช้ในทางทหารและใช้คู่กับคำว่ายุทธวิธีด้วยก็จะเข้าใจได้ง่ายมาก โดยเฉพาะอย่างถ้ายึดเอาคำอธิบายจอมพลเอิร์ล เวเฟลล์ นายทหารใหญ่ของอังกฤษที่ว่า

"Tactics is the art of handling troops on the battlefield ; strategy is the art of bringing forces to the battlefield in a favorable position. ยุทธวิธีคือ ศิลปะของการใช้กำลังทหารในสนามรบ ส่วนยุทธศาสตร์คือ ศิลปะของการนำกำลังทหารเข้าสู่สนามรบอย่างได้เปรียบต่อกองทัพของศัตรู" ซึ่งคำอธิบายนี้ตรงกับภาษากรีกที่ว่า Strategia เผงเลย

General Karl von Clausewitz นักการทหารชาวเยอรมันที่นักเรียนเสนาธิการทหารทุกเหล่าทัพต้องรู้จัก กล่าวว่า "Tactics is the art of using troops in battle ; strategy is the art of using battles to win the war ยุทธวิธีคือ ศิลปะการใช้กำลังทหารในสนามรบ ส่วนยุทธศาสตร์คือ ศิลปะของการต่อสู้ในสนามรบเพื่อนำไปสู่การชนะสงคราม" ซึ่ง ครูใหญ่ทางเสนาธิการเยอรมันผู้นี้เน้นว่า สนามรบกับสงครามนั้น สนามรบมีมากแห่งแต่สงครามมีเพียงสงครามเดียว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องชนะในทุกสมรภูมิก็ได้

ต่อมาคำว่ายุทธศาสตร์นี้ได้นำมาใช้ในทางสังคมศาสตร์ว่า "คือศาสตร์และศิลป์ของการพัฒนาและการใช้อำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ จิตวิทยา และกำลังรบทางทหารตามความจำเป็นทั้งยามสงบยามสงคราม"

คราว นี้เองที่คำว่ายุทธศาสตร์ได้รับการขยายตัวมีความสำคัญขึ้นมาหลายสิบเท่าตัว เนื่องจากมันไม่ใช่เฉพาะเรื่องของทหารเพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ และจิตวิทยาของสังคมเข้าเสียแล้ว ซึ่งการทหารก็นับเป็นส่วนย่อยส่วนหนึ่งของการเมืองไปแล้ว

ใน ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น อังกฤษมีทรัพยากรจำกัดสำหรับการที่จะทุ่มกำลังรบอย่างเต็มที่ ทั้งสมรภูมิด้านยุโรปที่ต้องรบกับเยอรมันและอิตาลี และสมรภูมิทางด้านเอเชียที่ต้องรบกับญี่ปุ่น ดังนั้นจึงต้องมียุทธศาสตร์ที่จะทุ่มกำลังส่วนใหญ่ในการรบที่ยุทธภูมิยุโรป ส่วนทางด้านเอเชียนั้นก็เพียงแต่ตรึงกำลังไม่ให้ญี่ปุ่นรุกคืบหน้ามาได้เท่า นั้น

ซึ่งการกำหนดยุทธศาสตร์เช่นนี้ย่อมจะ ต้องพิจารณาองค์ประกอบของอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ จิตวิทยา และการทหารของอังกฤษและของศัตรู รวมทั้งของประเทศพันธมิตรของอังกฤษ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกากับจีนก๊กมินตั๋งอีกด้วยอย่างละเอียดกว้างขวาง มิใช่เรื่องของการทหารของอังกฤษแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว

ดัง นั้น ยุทธศาสตร์ชาติจึงสลับซับซ้อนมากกว่ายุทธศาสตร์ทางการทหารเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องอาศัยข้อมูลทางด้านต่างๆ อาทิ ข้อมูลทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และข้อมูลทางจิตวิทยา อย่างมากมายหลายหลวง รวมทั้งข้อมูลทางการทหารด้วย

หลักการสำคัญของยุทธศาสตร์คือ "นโยบาย ของประเทศต้องกำหนดยุทธศาสตร์ กล่าวคือ ต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของประเทศให้ชัดแจ้งเสียก่อนแล้วจึงกำหนดเป็น นโยบายสาธารณะ แล้วจึงเริ่มกำหนดยุทธศาสตร์ได้"

ครั้น ต่อมาทางมหาวิทยาลัยได้เริ่มสอนเรื่องการบริหาร ซึ่งแยกเป็นบริหารรัฐกิจและบริหารเศรษฐกิจ จึงได้มีการขอยืมแนวความคิดของคำว่ายุทธศาสตร์นี้ไป แต่เอาไปใช้ในความหมายที่แคบลงไปอีก คือเอาไปใช้ในองค์การระดับที่เล็กลง เช่น โรงเรียน บริษัทห้างร้าน หรือหน่วยงานราชการหนึ่งๆ ซึ่งเดิมก็ใช้คำว่ายุทธศาสตร์นี่แหละ แต่ต่อมาก็คงเขินอย่างว่า จึงหันมาใช้คำว่ากลยุทธ์ แต่อย่างน้อยก็มีคำว่า "ยุทธ์" ติดอยู่ทำนองที่บอกไว้เป็นนัยๆ ว่า แนวความคิดดั้งเดิมนั้นเป็นของพวกทหารเขา

สรุป ง่ายๆ ก็คือ ยุทธศาสตร์นั้นเป็นคำของทหาร ต่อมาได้ขยายเอาไปใช้ในทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และจิตวิทยา ทำให้มีคำว่ายุทธศาสตร์ชาติขึ้น ยุทธศาสตร์จึงใช้กับเรื่องใหญ่ๆ เป็นระดับชาติหรือกองทัพใหญ่ๆ ส่วนกลยุทธ์นั้นใช้กับเรื่องหรือองค์กรย่อยๆ เล็กๆ เช่น บริษัทห้างร้าน หรือหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ









โรคท้องเสียในสุกรที่เกิดจากเชื้อ E. coli
โดย สัตวแพทย์หญิง ดร.วัลลภา หนุนภักดี อดีตผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ
Enteric colibacillosis เป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli (E. coli) ชนิดที่อยู่ในกลุ่ม Enteropthogenic strain (ETEC) แบ่งกลุ่มอาการออกเป็น 2 ชนิด โดยแบ่งตามชนิดของ toxin ที่แบคทีเรียสร้างขึ้น

Colibacillary diarrhoea
ในลูกสุกรโดยทั่วไป โรคอุจจาระร่วงจะพบเสมอโดยเฉพาะในระยะกินนม มีลักษณะเด่นคือ อุจจาระเหลวจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน ดังนั้นการเก็บตัวอย่างส่งสรวจห้องปฏิบัติการจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะวิธีการเก็บตัวอย่างที่ถูกต้องและสมบูรณ์ ซึ่งจะให้ผลที่คุ้มค่ากว่าการให้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจจะทำให้หมดเปลือง เพราะสาเหตุของท้องเสียอาจจะมาจากเชื้อไวรัส หรือปาราสิต ก็จะทำให้อาการท้องเสียยังคงเป็นปัญหาต่อไป
ในสุกรปกติจะพบเชื้อ E.coli เป็นจำนวนมากในลำใส้ใหญ่ และจะไม่พบในลำไส้เล็กเลย ถ้าพบก็มีจำนวนน้อยมาก ประมาณ 10 3 –104 /gm ileal mucosal scraping เมื่อสุกรป่วยจะพบ จำนวน E.coli ชนิด ETEC นี้เพิ่มจำนวนเป็น 10 7-109/gm ilealmu-cosal scraping ในลำไส้ โดยไม่รุกล้ำเข้าไปในอวัยวะอื่นของร่างกาย E. coli กลุ่ม ETEC นี้พบทั่วไปแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้สัตว์เป็นโรค คือ อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม การจัดการ และโรงเรือน ซึ่งเอื้ออำนวยให้ E.coli ETEC นี่สามารถเจริฐเติบโตอย่างรวดเร็วในลำไส่เล็ก ในขณะเดียวกันก็สร้าง toxin ที่เรียกว่า enterotoxin มีผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมหาศาล รวมทั้ง electrolyte ก็ถูกขับออกมา คั่งอยู่ในลำไส้เล็กเกินความสามารถที่ลำไส้เล็กจะดูดซึมกลับเข้าไปได้ จึงเห็นอุจจาระเหลวสีเหลืองอ่อน เป็นน้ำไหลออกมา และเมื่อไหลออกมาในอัตราที่เร็ว ทำให้สุกรเกิดสภาพ acidosis เพราะ electrolyte ที่สูญเสียออกไปคือ alkaline ดังนั้นสภาพของอุจจาระเหลวนั้นจึงเป็นด่าง ลูกสุกรจะมีอาการกระหายน้ำ และพยายามดูดนมจากแม่ จนกระทั่งอ่อนแรงไม่มีกำลังที่จะดูดนมแม่ต่อไป
เมื่อลำดับขั้นตอนของขบบวนการเกิดอาการดังข้างต้นนี้พบว่า
- เชื้อ E.coli ชนิด Enteropthogenic นี้สามารถเกาะติดผนังลำไส้เล็กได้ รอดฟั้นจากระบบ Peristalsis ของลำไส้ ซึ่งจะพยายามขับสิ่งแปลดปลอมออกจากร่างกาย แบคทีเรียใช้ส่วนของ pili ซึ่งพบอยู่รอบ ๆ ตัวแบคทีเรียเกาะกับ Villi ของลำไส้ และบน pilli ของพวก ETEC นี้ จะมีปุ่มหรือส่วนพิเสษที่ E.coli strain ธรรมดาไม่มี เรียกว่า abhesin ส่วนนี้เองที่จะทำให้แบคทีเรียสามารถเกาะยึดแน่นกับผนังของลำไส้โดยไม่ถูกขับออกไป adhesin นี้คือ K88 ,K99 , 987P , เเละ F 41 นั้นเอง
- เมื่อเชื้อ E. coli (ETEC) เกาะติดผนังลำไส้ได้แล้ว (colonization) ก็เพิ่มจำนวนแย่างรวดเร็ว โดยไม่รุกล้ำเข้าไปในอวัยวะอื่น ลูกสุกรที่ท้องสียด้วยเชื้อ E. coli (ETEC) นี้ จะสามารถถ่ายเชื้อ E. coli (ETEC) ถึง 1 ล้านตัวต่ออุจจาระเหลว 1 c.c
- E. coli (ETEC) จำนวนมากนี้จะผลิต toxin ออกมาเรียกว่า enterotoxin หรือ exotoin มี 2 ชนิด คือ Heat stable (ST) enterotoxin และ Heat labile (LT) enterotoxin ทั้งนี้ควบคุมโดย transmissible plasmid และ enterotoixn นี้เองที่ทำให้เกิดการผิดปกติของระบบ CAMP ( cyclic Adenosine monophosphate ) และ cGMP ( cyclic Guanosine monophosphate) ในร่างกาย
- E. coli (ETEC) ทุก strain สามารถผลิต ST toxin ได้อย่างเดียวมีบาง strain เท่านั้นที่สามารถผลิตได้ทั้ง ST และ LT toxin (LT มีคุณสมบัติเป็น antigen ได้ดีกว่า ST)
- Toxin เป็นสิ่งจำเป็นมากที่ทำให้สัตว์มีอาการท้องเสีย ลำพังแต่เชื้อ E.coli เกาะผนังลำไส้ (colonization) อย่างเดียวจะไม่ทำให้เกิดอาการเหล่านั้น

Colibacillary toxaemia
ต่างกับกลุ่มที่ 1 คือ E. coli (ETEC) จะผลิต endotoxin และ toxin นี้จะถูกดูดซึมเข้าไปอย่างรวดเร็วในลำไส้เล็กทำให้ลูกลุกรตายอย่างกระทันหัน โดยไม่แสดงอาการ พบมากในสุกรแรกเกิด เนื่องจากระดับของ endotoxin ที่มีอยู่สูงมากกว่าระดับของ enterotoxin จึงทำให้สัตว์ตายก่อนแสดงอาการท้องเสียเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด Edema disease ในสุกรกำลังหย่านม หรือหลังหย่านม Endotoxin ที่แบคทีเรียผลิตขึ้นนี้เป็น cell encelope lipopllysaceharide (LPS) ของ E.coli (ETEC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ cell wall ของแบคทีเรีย ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ Lipid A, Core oligiosac- charide และ O-specific polysaccharide ดังนั้น endotoxin เป็น biological product ของ E. coli ที่เกิดจาการฉีกขาดของผนัง Cell wall ของแบคทีเรีย

http://www.dld.go.th/niah/AnimalDisease/pig_diarhea.htm

อหิวาตกโรค (cholera)

อหิวาตกโรค (cholera) เป็นโรคติดต่อ ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย (Vibrio cholerae) เข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทาน เชื้อจะเข้าไปอยู่บริเวณลำไส้ และจะสร้างพิษ ออกมาทำปฏิ กิริยากับเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก ทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง อุจจาระเป็นน้ำสีซาวข้าว ร่างกายเสียน้ำและ เกลือแร่อย่างรวดเร็วและรุนแรง ถ้าไม่ได้รับ การ รักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ เสียชีวิตได้้
โรคนี้พบเป็นโรคประจำถิ่นที่เกิดระบาดขึ้นเป็นครั้งคราวในอัฟริกา เอเชีย ยุโรปตะวันออก และอิน เดียเป็นโรคนำเข้า ของประเทศ สหรัฐ อเมริกาและยุโรปตะวันตก การระบาดไม่ค่อยเกี่ยว พันกับการเดินทาง ทางอากาศ



เกิดจากการติดเชื้อ Vibrio cholerae serogroup O(โอ)1 ซึ่งมี 2 biotypes คือ classical และ ElTor แต่ละ biotype แบ่งออก ได้เป็น 3 serotypes คือ Inaba, Ogawa และHikojimaเชื้อเหล่านี้จะสร้าง สารพิษเรียกว่าCholera toxin ทำให้เกิดอาการป่วย คล้ายกัน ปัจจุบันพบว่าการระบาดส่วนใหญ่เกิดจาก เชื้อ biotype El Tor เป็นหลักแทบไม่พบ biotype classical เลยในปี พ.ศ.2535 - 2536 เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในอินเดีย และบังคลาเทศ สาเหตุเกิดจากเชื้อสาย พันธุ์ใหม่ คือ Vibrio choleraeO139 โดยที่ ครั้งแรกตรวจพบสาเหตุ การระบาดจากเชื้อ V. cholerae non O1 ที่ไม่ทำปฏิกิริยากับ V. cholerae antiserun O2-O138 ซึ่งปรกติกลไกก่อโรคจากเชื้อกลุ่มนี้ม ิได้เกิดจาก Cholera toxin สายพันธุ์ใหม่่ที่พบ สามารถสร้าง Cholera toxin ได้เหมือน Vibrio cholerae O1 ต่างกันที่โครงสร้าง Lipopolysaccharides (LPS) ที่เป็นส่วนประกอบ ของผนังเซลล์ของเชื้อ

สาเหตุการเป็นโรคอหิวาตกโรค

กินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้ออหิวาตกโรค หรือพิษของเชื้ออหิวาตกโรคปะปนอยู่ เช่น อาหาร ที่มีแมลงวันตอม อาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารกระป๋องที่เสียแล้ว
ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ Vibrio cholerae O group 1 (ไบโอทัยป์ eltor หรือ classical)
สายพันธุ์ Vibrio cholera non O group 1 จะทำให้เกิดอาการเหมือนโรคอหิวาต์ระบาด ได้อย่างจำกัด บางครั้งอาจจะมีไข้ และอุจจาระมีมูกปนเลือด แต่ไม่เคยเกิดการระบาดใหญ่
เชื้อต้นเหตุ เกิดจากเชื้อบัคเตรีรูปแท่งที่มีลำตัวโค้งงอ ที่ชื่อว่า Vibrio cholerae แบ่งย่อย เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดแท้หรือคลาสสิก และชนิดอ่อนหรือเอลทอร ์
ในอุจจาระของผู้ป่วยโรคอหิวาต์จำนวน 1 ซีซี จะมีเชื้ออหิวาต์ 1 พันล้านตัว ในอุจจาระ ของผู้ที่มีเชื้ออหิวาต์ แต่ยังไม่มีอาการถ่ายเหลวขนาดน้ำหนัก 1 กรัม จะมีเชื้อโรคดังกล่าวประมาณ 1,000 ตัว โดยเชื้ออหิวาต์เพียง 2 ตัว หากอยู่ในสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่อยู่ในสภาพชื้น ๆ จะสามารถ แบ่งตัวได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 9 ชั่วโมง สามารถเพิ่มจำนวนได้มากถึง 137,000 ล้านตัว



อาการทางคลินิกและลักษณะทางระบาดวิทยาเหมือนกับโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงทุกประการ ดังนั้น องค์การอนามัยโลกแนะนำให้รายงานว่า เป็นโรค อุจจาระร่วงอย่างแรงด้วย สำหรับเชื้อ V. cholerae ใน ปัจจุบันมีถึง 194 serogroupsการรายงานเชื้อที่ไม่ใช้ทั้ง O1 และ O139 ให้เรียกว่า เป็น V. cholerae non O1/non O139 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดอาการกระเพาะ และลำไส้อักเสบ เชื้อ V. cholerae non O1/non O139 บาง serotypes อาจผลิต cholera toxin ก่อให้เกิด อาการคล้ายโรคอุจจาระร่วง อย่างแรงได้จึงจำเป็น ต้องตรวจการสร้างสารพิษชนิดนี้ ด้วยเพื่อ ป้องกันการระบาดใหญ่

อาการเมื่อเป็นอหิวาตกโรค
เป็นอย่างไม่รุนแรง พวกนี้มักหายภายใน 1 วัน หรืออย่างช้า 5 วัน มีอาการถ่ายอุจจาระ เหลวเป็นน้ำวันละหลายครั้ง แต่จำนวนอุจจาระ ไม่เกินวันละ 1 ลิตร ในผู้ใหญ่อาจมีปวดท้องหรือ คลื่นไส้อาเจียนได้
เป็นอย่างรุนแรง อาการระยะแรก มีท้องเดิน มีเนื้ออุจจาระมาก ต่อมามีลักษณะเป็ฯน้ำซาวข้าว เพราะว่ามีมูกมาก มีกลิ่นเหม็นคาว ถ่ายอุจจาระได้โดยไม่มีอาการปวดท้อง บางครั้งไหลพุ่งออกมา โดยไม่รู้สึกตัว มีอาเจียนโดยไม่คลื่นไส้ อุจจาระออกมากถึง 1 ลิตร ต่อชั่วโมง และจะหยุดเองใน 1 - 6 วัน ถ้าได้น้ำและเกลือแร่ชดเชยอย่างเพียงพอ แต่ถ้าได้น้ำและเกลือแร่ทดแทนไม่ทันกับที่เสียไป จะมีอาการขาดน้ำ อย่างมาก ลุกนั่งไม่ไหว ปัสสาวะน้อย หรือไม่มีเลย อาจมีอาการเป็นลม หน้ามืด จนถึงช็อค ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได



เชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการกินอาหารที่เป็น ผลิตภัณฑ์ จาก สัตว์ ที่มีเชื้อ หรือปนเปื้อนเชื้อจาก อุจจาระของผู้ป่วยหรือสัตว์ที่ เป็นโรค โดยที่อาหาร นั้นไม่มีการปรุงให้สุก เช่น ไข่ นมดิบ เนื้อสัตว์ รวมทั้ง เป็ดไก่ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ดังกล่าว คนอาจได้รับ เชื้อจากการสัมผัสสัตว์เลี้ยง เช่นเต่า ลูกไก่ หรือ ผลิตภัณฑ์ยาที่ผลิตจากสัตว์ ซึ่งไม่ผ่านการสเตอริไรซ์ การติดเชื้อในสัตว์อาจเกิดจาก อาหาร สัตว์หรือปุ๋ย ซึ่งผลิตจากเนื้อสัตว์ กระดูกสัตว์ โดยสรุปแล้วการ ติดต่อ ที่สำคัญ คือการติดต่อ โดย ผ่านทางการกิน และการขับถ่าย (fecal-oral) จากคนไปคนโดยเฉพาะ เมื่อมีอาการอุจจาระร่วง จำนวนของเชื้อที่สามารถก่อ ให้เกิดโรคโดยปกติต้องมากกว่า 100 - 1,000 ตัว โดยทั่วไปแล้วเชื้อ สามารถจะเจริญเพิ่มจำนวนใน อาหาร โดยเฉพาะนมได้อย่างรวดเร็ว การระบาดของ โรคที่พบในโรงพยาบาลมักเริ่มต้นด้วยการปนเปื้อนเชื้อในอาหาร และตามด้วยการแพร่กระจาย เชื้อ จากคน ไปคน โดยผ่านทางมือหรือภาชนะที่มีเชื้อปนเปื้อนโดยเฉพาะในแผนกเด็กอ่อน และแม ่หลังคลอด
นอกจากนี้การปนเปื้อนของอุจจาระในระบบการจัดจ่ายน้ำ โดยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วย คลอรีน ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การระบาดของโรคกระจายอย่างรวดเร็วระยะฟักตัว : 6 - 72 ชั่วโมง โดยทั่วไปประมาณ 12 - 36 ชั่วโมง
ระยะติดต่อของโรค : เชื้อนี้มีระยะติดต่อได้หลายวันถึงหลายสัปดาห์ และผู้ที่เป็นพาหะ ของโรคชั่วคราว (temporary carriers) มีโอกาสแพร่เชื้อหลายเดือน โดยเฉพาะในเด็กทารก ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ และ 5 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สามารถ แพร่เชื้อได้นานกว่า 1 ปี การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น จะส่งผลให้ระยะติดต่อยาวนานขึ้น



ระยะเวลาฟักตัว
ผู้ที่ได้รับเชื้อ จะเกิดอาการได้ตั้งแต่ 24 ชั่วโมง ถึง 5 วัน แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะเกิดอาการ ภายใน 1 - 2 วัน



การระบาดของอหิวาตกโรค อาการแรกเริ่มของผู้ป่วยโรคอหิวาตกโรค มีอาการถ่ายเหลว เป็นน้ำ 2-3 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมงลักษณะคล้ายน้ำซาวข้าว มีกลิ่นเหม็นคาว อาเจียน เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยเด็ดขาด ให้รีบนำผู้ป่วยพบแพทย์ทันที
สาเหตุเกิดจากการบริโภคอาหารทะเลสุก ๆ ดิบ ๆ ค้างคืน มีแมลงวันตอม โดยเฉพาะหอย แครงลวก หอยแครงยำ ไม่ล้างมือก่อนปรุงอาหาร ก่อนบริโภคอาหาร ไม่ใช้ช้อนกลาง น้ำดื่ม น้ำใช้ ภาชนะใส่อาหารไม่สะอาดมีการปนเปื้อนของเชื้ออหิวาตกโรค

การป้องกันการเกิดโรค
รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุก ภาชนะที่ใส่อาหารควร ล้างสะอาด ทุกครั้งก่อนใช้ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง สุก ๆ ดิบ ๆ อาหารที่ปรุงทิ้งไว้นาน ๆ อาหาร ที่มีแมลงวันตอม
ล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดทุกครั้งก่อนกินอาหาร หรือก่อนปรุงอาหาร และหลังเข้าส้วม
ไม่เทอุจจาระ ปัสสาวะและสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลอง หรือทิ้งเรื่ยราด ต้องถ่ายลงในส้วม ที่ถูกสุขลักษณะ และกำจัดสิ่งปฏิกูลโดยการเผาหรือฝังดิน เพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรค
ระวังไม่ให้น้ำเข้าปาก เมื่อลงเล่นหรืออาบน้ำในลำคลอง
หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยที่เป็นอหิวาตกโรค
สำหรับผู้ที่สัมผัสโรคนี้ ควร
ควรฉีดวัคซีนทุกวันหลังอาหาร
ห้ามออกนอกบ้าน 3 วัน
รับประทานยาที่แพทย์ให้จนครบ

"อหิวาตกโรคระบาดอันตรายถึงตาย งดอาหารทะเลสุกๆดิบๆ กินอาหารปรุงสุก ล้างมือด้วยสบู่ ทุกครั้ง"



การรักษาผู้ป่วยโรคอหิวาตกโรค
ให้สารน้ำทดแทนทางปาก หรือเส้นเลือดดำ ถ้าผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง และไม่อาเจียน อาจให้กินน้ำต้มสุกที่ละลายน้ำตาลและเกลือสำหรับผู้ท้องร่วง ถ้าเป็นรุนแรง ต้องให้น้ำเกลือ จำนวนมากเข้าเส้นเลือด ถ้าเลือดมีภาวะเป็นกรดต้องแก้ไขภาวะดุลกรดด่างของร่างกาย
ให้ยาเตตร้าซัยคลิน ไทรเมโธพริม หรือ ซัลฟาเมธอกซาโซล
ไม่ต้องแยกกักผู้ป่วย ยกเว้นในพื้นที่ไม่ใช่โรคประจำถิ่น
ระวังเรื่องสิ่งขับถ่าย ฆ่าเชื้อโรคโดยต้มน้ำให้เดือดหรือเติมคลอรีน
ค้นหาแหล่งเชื้อโรคและผู้สัมผัสเพื่อพิจารณาให้ยาบำบัดรักษา



ข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดอาการท้องเสีย
งดอาหารที่มีรสจัดหรือเผ็ดร้อน หรือ ของหมักดอง
ดื่มน้ำชาแก่แทนน้ำ บางรายต้องงดอาหารชั่วคราว เพื่อลดการระคายเคืองในลำไส้
ดื่มน้ำเกลือผง สลับกับน้ำต้มสุก ถ้าเป็นเด็กเล็กควรปรึกษาแพทย์
ถ้าท้องเสียอย่างรุนแรง ต้องรีบนำส่งแพทย์ด่วน

http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/health03/12/digitallearning/html/ahiva.html







RNA Polymerase Binds to DNA
The first step in transcription is initiation, when the RNA pol binds to the DNA upstream (5′) of the gene at a specialized sequence called a promoter. In bacteria, promoters are usually composed of three sequence elements, whereas in eukaryotes, there are as many as seven elements.
In prokaryotes, most genes have a sequence called the Pribnow box, with the consensus sequence TATAAT positioned about ten base pairs away from the site that serves as the location of transcription initiation. Not all Pribnow boxes have this exact nucleotide sequence; these nucleotides are simply the most common ones found at each site







โคนมจัดเป็นสัตว์กระเพาะรวม หรือ สัตว์เคี้ยวเอี้อง (Ruminant) สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามแหล่งกำเนิด ได้แก่
1.โคนมในเขตหนาว (Bos taurus) เป็นโคที่มีถิ่นเกิดในเขตหนาว หรือมักเรียกว่าโคยุโรป ลักษณะทั่วไปแนวสันหลังเรียบตรง ไม่มีโหนก มีขนค่อนข้างยาว ใบหูสั้นปลายมน ตัวอย่างพันธุ์โคนมในกลุ่มนี้ ได้แก่ พันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชียน, พันธุ์บราวสวิส, พันธุ์เจอร์ซี่ และพันธุ์เรดเดน เป็นต้น
ลักษณะเด่นทั่วไป เป็นโคที่ให้ผลผลิตน้ำนมสูงเหมาะสำหรับการเลี้ยงในเชิงธุรกิจเพื่อรีดนมจำหน่าย
ลักษณะด้อยทั่วไป ไม่ทนต่ออากาศร้อน อ่อนแอต่อโรคแมลงในเขตร้อนโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับพยาธิในเลือด ที่มีเห็บและแมลงดูดเลือดเป็นพาหะนำโรค เช่น โรคอะนาพลาสโมซีส (Anaplasmosis), โรคไข้เยี่ยวแดง (Babesiosis), โรคไทเลอริโอซีส (Theileriosis) และโรคทริปปาโนโซเมียซีส (Trypanosomiasis)
2. โคนมในเขตร้อน (Bos indicus) เป็นโคที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน หรือ มักมักจะเรียกว่าโคอินเดีย บางครั้งมักเรียกรวม ๆ ว่าโคซีบู ( Zebu ) ลักษณะทั่วไปมีโหนกที่หลัง มีเหนียงหย่อนยานใต้คอ โครงร่างมีขนาดเล็ก ขนค่อนข้างสั้น ผิวหนังค่อนข้างหย่อนย่นทำให้กระตุกไล่แมลงได้ดี ตัวอย่างพันธุ์โคในกลุ่มนี้ ได้แก่ พันธุ์ซาฮิวาล ( Sahiwal ), พันธุ์เรดซินดี้ ( Red Sindhi ) เป็นต้น
ลักษณะเด่นทั่วไป เป็นโคทนทานต่ออากาศร้อน ตลอดจนแมลงและโรคพยาธิในเลือด
ลักษณะด้อยทั่วไป ผลผลิตน้ำนมต่ำ ระยะรีดนมสั้น อั้นนมต้องใช้ลูกโคกระตุ้นจึงปล่อยน้ำนม รีดนมยาก มักเตะขณะรีดนม จึงไม่เหมาะสำหรับเลี้ยงในเชิงธุรกิจเพื่อรีดนมจำหน่าย แต่เหมาะสำหรับเลี้ยงเพื่อรีดนมกินในครัวเรือน




ลักษณะโคนม

เพื่อรีดนม ได้ทำกันมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นการเลี้ยงกันในหมู่ชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพื่อผลิตน้ำนมจำหน่ายให้กับชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วยกัน
โคที่เลี้ยงเพื่อรีดนมส่วนใหญ่เป็นโคพื้นเมืองและโคอินเดีย ซึ่งให้น้ำนมเฉลี่ยแค่วันละ 2.6 กิโลกรัม จากนั้น ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่น ได้มีการนำโคพันธุ์ขาว-ดำ จากประเทศสิงคโปร์เข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย เพื่อเป็นเสบียงให้กับทหารในกองทัพ ทำให้ต่อมา โคพันธุ์ขาว-ดำ ได้แพร่กระจายไปสู่ทุกภูมิภาคของประเทศพร้อมทั้งได้ผสมพันธุ์กับโคพื้นเมืองภายในประเทศ ส่งผลให้โคนมภายในประเทศส่วนใหญ่ได้กลายเป็นโคลูกผสมพันธุ์ขาว-ดำ ลูกที่เกิดมาสามารถให้ปริมาณน้ำนมเฉลี่ยวเพิ่มมากขึ้นเป็น 5 กิโลกรัม เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โคนมพันธุ์ขาว-ดำ จึงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้เลี้ยงโคนม เนื่องจากสามารถให้น้ำนมปริมาณที่มากกว่า จึงได้มีการนำเข้าโคพันธุ์ขาว-ดำจากหลาย ๆ ประเทศเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการทดลองทำการเลี้ยงโคนมสายพันธุ์ยุโรป ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ โดยสถาบันการศึกษาทางเกษตรกรรม การทดลองนี้ เพื่อประเมินว่า โคนมสายพันธุ์ยุโรปสามารถเลี้ยงในประเทศไทย ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้นได้หรือไม่ ผลการทดลองปรากฏว่าโคสายพันธุ์ยุโรปสามารถเลี้ยงได้ในเมืองไทย จึงมีการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยงโคนมพร้อมทั้งมีการเผยแพร่ความรู้ในการเลี้ยงโคนมออกสู่เกษตรกร ทำให้เกษตรกรเริ่มให้ความสนใจในการเลี้ยงโคนม และทำการเลั้ยงโคนมเป็นอาชีพ พร้อมทั้งได้มีการจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำนมซึ่งทันสมัย ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ปัจจุบันมีโรงงานแปรรูปนมสดมากมาย อุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมได้กระจายไปสู่ทุกภาของประเทศอย่างรวดเร็ว

โคเป็นสัตว์กีบคู่ อยู่ในตระกูล Bovidae มีกระเพาะอาหาร 4 กระเพาะ มีความสามารถพิเศษคือ สามารถสำรอกอาหารซึ่งกลืนเข้าไปแล้วออกมาเคี้ยวใหม่ได้ เรียกว่า เคี้ยงเอื้อง ดังนั้นจึงเรียกว่าเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Ruminant)

โคนมที่ทำการเลี้ยงอยู่ในประเทศไทย สามารถแยกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ พวกโคยุโรป(Bos taurus)และโคอินเดีย(Bos indicus) ลักษณะที่แตกต่างกันของโคทั้ง 2กลุ่มนี้ ที่เห็นได้คือ โคอินเดียจะมีตะโหนกใหญ่ส่วนโคยุโรปจะไม่มีตะโหนก โคอินเดียจะเลี้ยงง่าย ทนต่อความร้อน ทนต่อโรคและแมลง ส่วนโคยุโรปจะไม่ทนต่อความร้อน ไม่ทนต่อโรคและแมลง แต่ถ้าการเลี้ยงและการจัดการดี โคยุโรปจะให้น้ำนมปริมาณมากกว่าโคอินเดียเมื่อโคทั้ง 2 กลุ่ม มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน จึงได้มีการผสมพันธุ์โคยุโรปและโคอินเดียเข้าด้วยกัน เพื่อหวังว่าลูกที่เกิดมาจะมีลักษณะที่ดีของทั้ง 2 กลุ่ม อยู่ในตัวเดียวกัน ทำให้เกิดมีโคนมลูกผสมขึ้นมากมาย
พันธุ์โคนม
1.พันธุ์โฮลสตน์ฟรีเชียน หรือพันธุ์ขาว - ดำ (Holstein - Friesian) 2.พันธุ์เรดเดน (Red Dane)
3.พันธุ์บราวสวิส (Brown Swiss) 4.พันธุ์เจอร์ซี่ (Jersey)
5.พันธุ์เรดซินดี (Red Sindhi) 6.พันธุ์ซาฮิวาล (Sahiwal)
พันธุ์โคนมที่เลี้ยงในประเทศไทย
1.พันธุ์ไทยฟรีเชียน (Thai Friesian)
2.พันธุ์ ที เอ็ม แซด (Thai Milking Zebu)
3.พันธุ์โฮลสตน์ฟรีเชียน หรือพันธุ์ขาว - ดำ (Holstein - Friesian)





เกษตรกรทั่วไปมักเรียกว่า “ โคเลือดสูง ” หมายถึงโคนมลูกผสมที่มีเลือดโคนมพันธุ์โฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน มากกว่า 75 % ปัจจุบันเกษตรกรเลี้ยงกันมากในจังหวัดสระบุรี, นครราชสีมา, ลพบุรี และราชบุรี รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ โคพันธุ์นี้ให้ผลผลิตน้ำนมค่อนข้างสูง จากข้อมูลสำหรับฟาร์มที่มีการจัดการด้านอาหารอย่างเหมาะสมให้ผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยประมาณ 4,000 – 5,000 กิโลกรัม ต่อระยะการให้นม หรือผลผลิตน้ำนมในระยะให้นมสูง (peak) หลังคลอดไม่ต่ำกว่า 15 กิโลกรัม โคพันธุ์นี้เหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงโคนมมาแล้วสำหรับในส่วนของกรมปศุสัตว์ได้มีการเลี้ยงโคนมพันธุ์ไทยฟรีเชี่ยน ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่, ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์สุราษฎร์ธานี, ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง, สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปากช่อง, สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนคร, สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สระแก้

หน่วยงานในสังกัดกองบำรุงพันธุ์สัตว์ที่มีการเลี้ยงโคนมพันธุ์ไทยฟรีเชียน
ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง
สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สระแก้ว
สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปากช่อง
สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนคร
ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่
ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์สุราษฎร์ธานี

เกษตรกรทั่วไปมักเรียกว่า “โคเลือด 75 ” หมายถึง โคนมลูกผสมที่มีเลือดโคนมพันธุ์โฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน
75 % ส่วนสายเลือดที่เหลือ 25 % เป็นโคพันธุ์ซีบู โคพันธุ์นี้เหมาะสำหรับเกษตรกรรายใหม่ กลุ่มที่ได้มี ีการผสมพันธุ์และคัดเลือกแล้วให้ผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยประมาณ3,000 – 4,000 กิโลกรัม ต่อระยะการให้นม
ในส่วนของกรมปศุสัตว์ได้มีการเลี้ยงและศึกษาโคนมพันธุ์นี้ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ลำพญากลาง จังหวัดนครราชสีมา



หน่วยงานในสังกัดกองบำรุงพันธุ์สัตว์ที่มีการเลี้ยงโคนมพันธุ์ ที เอ็ม แซด
ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ลำพญากลาง






เป็นโคนมพันธุ์ที่กรมปศุสัตว์ได้คัดเลือกให้เป็นพันธุ์หลักในการปรับปรุงพันธุ์โคนมของประเทศ โคพันธุ์นี้
มีถิ่นกำเนิดในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ในทวีปยุโรป สำหรับโคพันธุ์นี้ในทวีปยุโรปมักนิยมเรียกว่าพันธุ์ฟรีเชี่ยน (Friesian) ซึ่งชื่อนี้สอดคล้องกับเมืองฟรีแลนด์(Friesland) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเนเธอร์แลนด์ แต่ในทวีปอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา และ แคนาดา เรียกโคนมพันธุ์นี้ว่าพันธุ์โฮลส์ไตน์ (Holstein) ซึ่งคาดว่าเรียกตามชื่อรัฐHolstein ซึ่งอยู่ในประเทศเยอรมัน แต่สำหรับประเทศไทยรวมทั้งหลาย ๆ ประเทศได้มีการนำเข้าน้ำเชื้อและตัวโคจากประเทศในยุโรป, สหรัฐอเมริกา และแคนาดาจึงมีการเรียกโคพันธุ์นี้รวมว่าพันธุ์โฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน (Holstein Friesian) โคพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่เพศผู้หนัก 800 – 1,000 กิโลกรัม เพศเมียน้ำหนัก 500 – 800 กิโลกรัม ผลิตน้ำนมเฉลี่ย 6,000 – 7,000 กิโลกรัม ต่อ ระยะการให้นม มีนิสัยค่อนข้างเชื่อง รีดนมง่ายไม่เตะ หรือ อั้นน้ำนม
โคนมพันธุ์โฮลส์ไตน์ ส่วนใหญ่มีสีขาวดำ โดยสีขาว หรือ ดำ จะมากหรือน้อยกว่าก็ได้ จึงมักเรียกชื่อ ง่ายๆ ว่าโคนมพันธุ์ขาวดำ (Black & White Holstein) แต่จริง ๆ แล้วโคนมพันธุ์โฮลส์ไตน์ ยังมีสีขาวแดงอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมักเรียกว่า Red & White Holstein แต่ลักษณะสีขาวดำเป็นลักษณะยีนเด่น (Dominant Gene)ส่วนลักษณะสีขาวแดงเป็นยีนด้อย (Recessive Gene) ซึ่งเมื่อใช้น้ำเชื้อขาวดำ ผสมกับ แม่โคขาวแดง ลูกที่ได้สมมุติชื่อ จารุณี จะเป็นสีขาวดำอย่างเดียว แต่ก็มียีนขาวแดงซ่อนอยู่ ต่อมาถ้าใช้น้ำเชื้อจากพ่อขาวแดงมาผสมกับแม่โคจารุณี ลูกที่ได้ก็มีโอกาสที่จะได้ทั้งสีขาวแดง หรือ สีขาวดำ ขึ้นโอกาสที่ไข่และน้ำเชื้อสีขาวดำ หรือ สีขาวแดงจะมาผสมกัน ง่ายๆ ว่าโคนมพันธุ์ขาวดำ (Black & White Holstein) แต่จริง ๆ แล้วโคนมพันธุ์โฮลส์ไตน์ ยังมีสีขาวแดงอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมักเรียกว่า Red & White Holstein แต่ลักษณะสีขาวดำเป็นลักษณะยีนเด่น (Dominant Gene) ส่วนลักษณะสีขาวแดงเป็นยีนด้อย (Recessive Gene) ซึ่งเมื่อใช้น้ำเชื้อขาวดำ ผสมกับ แม่โคขาวแดง ลูกที่ได้สมมุติชื่อ จารุณี จะเป็นสีขาวดำอย่างเดียว แต่ก็มียีนขาวแดงซ่อนอยู่ ต่อมาถ้าใช้น้ำเชื้อจากพ่อขาวแดงมาผสมกับแม่โคจารุณี ลูกที่ได้ก็มีโอกาสที่จะได้ทั้งสีขาวแดง หรือ สีขาวดำ ขึ้นกับโอกาสที่ไข่และน้ำเชื้อสีขาวดำ หรือ สีขาวแดงจะมาผสมกัน
ลักษณะประจำพันธุ์ :
-มี สีขาวและดำตัดกันอย่างชัดเจน โดยการกระจายสีที่นิยมกันคือ บริเวณขาตั้งแต่ข้อเข่าลงไป ส่วนท้องและเต้านมเป็นสีขาว ส่วนศีรษะและลำตัวมีสีขาวสลับดำในสัดส่วนที่เหมาะสม
-เป็นโคที่มีขนาดโครงร่าง (frame size) ใหญ่กว่าโคนมพันธุ์อื่น ๆ โคเพศเมียมีลักษณะลำตัวเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม กล่าวคือ ส่วนและไหล่เรียวบาง ส่วนท้ายโดยเฉพาะเต้านมมีขนาดใหญ่ได้รูปทรงงดงาม
-สามารถให้น้ำนมโดยเฉลี่ยได้มากกว่า 8,000 กิโลกรัมต่อระยะการให้น้ำนม (305 วัน) และมีไขมันเฉลี่ย3.5% ขึ้นไป
-มีอายุถึงวัยเจริญพันธุ์ (Purberty) เร็วคือ ระหว่าง 12-15 เดือน สามารถผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 18 เดือนสามารถ ให้ลูกตัวแรกและให้น้ำนมได้เมื่ออายุ 2 ปี โตเต็มที่เมื่ออายุ 6 ปี
-โคเพศผู้โตเต็มที่มีน้ำหนัก 800-1000 กิโลกรัม โคเพศเมียหนัก 600-700 กิโลกรัม
-ไม่ทนร้อน ถ้าอุณหภูมิของอากาศสูงเกินกว่า 26 องศาเซลเซียส โคพันธุ์นี้จะหอบ และไม่ค่อยกินอาหารทำให้ปริมาณน้ำนมลดลง
-ไม่ทนแมลง โดยเฉพาะเห็บ มักป่วยเป็นโรคพยาธิในเม็ดเลือด (Blood parasite)ได้ง่าย



หน่วยงานในสังกัดกองบำรุงพันธุ์สัตว์ที่มีการเลี้ยงโคนมพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชียน
ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่



สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการคัดเลือกพันธุ์โคนม
1.รูปร่างและสี โคแต่ละพันธุ์จะมีรูปร่างและสีเฉพาะ และแตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น โคพันธุ์โฮลสไตน์ จะมีสีขาวดำ รูปร่างสูงกว่าพันธุ์เจอร์ซี่ ซึ่งมีสีเหลืองออกน้ำตาล ซึ่งรูปร่างลักษณะและสีนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้น้ำนม แต่อาจมีความสัมพันธ์ทางความพอใจของผู้เลี้ยง
2.ขนาดของพันธุ์ มีความสัมพันธ์ทางการให้นม ถ้าเป็นโคพันธุ์เดียวกัน โคขนาดใหญ่ปกติจะให้นม มากกว่าขนาดเล็ก
3.จำนวนนมที่โคให้ได้ โคแต่ละพันธุ์ให้นมได้เฉลี่ยไม่เท่ากัน โคพันธุ์โฮลสไตน์จะให้นมมากกว่าพันธุ์อื่น ๆ รองลงมาคือพันธุ์บราวสวิส เรดเดน พันธุ์เจอร์ซี่มีขนาดเล็กให้นมน้อย และโคพันธุ์อินเดียให้นมน้อยกว่าพันธุ์ยุโรป
4.เปอร์เซนต์ไขมันและส่วนประกอบอื่น ๆ โคที่ให้นมน้อยมักจะไขมันนมสูง นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาถึง ส่วนประกอบอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น โปรตีน ขนาดของเม็ดไขมัน และสีของเม็ดไขมัน
5.การให้เนื้อ ความต้องการใช้เนื้อปัจจุบันมีมาก และนิยมใช้ตัวผู้จากฝูงโคนมมาเลี้ยงเป็นโคเนื้อ ถ้าเลือกพันธุ์ ที่มีขนาดใหญ่และให้เนื้อมาก และมีคุณสมบัติทางการให้นมดีด้วยก็จะให้ประโยชน์เต็มที่ทั้งโคตัวเมียและตัวผู้ เช่นพันธุ์โฮลสไตน์ บราวสวิส เรดเดน
6.ความทนทาน ในเมืองไทยซึ่งเป็นประเทศร้อนและมีแมลงมาก ความทนทานต่ออากาศร้อนและแมลงนี้ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญต่อการเลี้ยงในประเทศไทย
7.ความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โคบางพันธุ์ตื่นตกใจง่าย หรือมีสิ่งผิดปกติในคอกที่เลี้ยง ซึ่งมีผลไปถึงการให้น้ำนมด้วย โคอินเดียจะไม่ยอมปล่อยน้ำนมหรือหยุดนมเมื่อไม่ให้ลูกดูดนมก่อนรีด โคพันธุ์เจอร์ซ จะต้องกระตุ้นเร้าเต้านมก่อนรีด เป็นต้น






โรคที่สำคัญในโค
โรคในโคนั้นมีมากมายหลายสิบโรค แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะบางโรคที่พบได้บ่อยๆ ในบ้านเรา และโรคระบาดต่างๆ ที่มีความรุนแรง ในเรื่องนี้ผู้เขียนไม่ได้มุ่งหวังจะให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจโรคดังกล่าวได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง เพียงแต่ให้สามารถใช้เป็นแนวทางในการทำความรู้จักโรคนั้นๆ รู้จักวิธีการป้องกัน, รู้จักวิธีการแก้ไข และที่สำคัญ คือ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรตามสัตวแพทย์
โรคระบาดในโค โรคต่อไปนี้เป็นโรคที่มีความสำคัญต่อผู้เลี้ยงโคเป็นอย่างมาก เพราะเวลาเกิดการระบาดขึ้นจะทำให้เกิดการสูญเสียทีละมากๆ ไม่ใช่ตัว 2 ตัวเหมือนโรคอื่นๆ ที่สำคัญมี 5 โรคด้วยกัน
โรคกาลีนี้บางแห่งก็เรียกว่า “โรคแอนแทรกซ์” จัดเป็นโรคที่ร้ายแรง เพราะนอกจากจะเกิดกับสัตว์เลี้ยงแล้ว โรคนี้ก็ยังติดต่อมาถึงคนได้ เชื้อโรคกาลีนี้สามารถสร้างเกราะหุ้มตัวมันเอง ทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในเกราะนี้คงทนอยู่ได้ในพื้นดินเป็เวลานานนับสิบๆ ปี
ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดโรคนี้ระบาดขึ้นในท้องที่ใดก็ตาม หลังจากนั้นนานนับสิบปีโรคนี้ก็อาจกลับมาเกิดขึ้นอีกได้ในท้องที่นั้น ถ้าเชื้อโรคกาลีที่เกิดในตอนแรกเข้าเกราะหุ้มตัวตัวอยู่ในดิน และสัตว์เลี้ยงเผอิญไปกินเอาเชื้อโรคในดินนั้นเข้าไป โรคกาลีเกิดได้กับสัตว์เลี้ยง พวก โค, กระบือ, ม้า, แพะ ส่วนสุนัข, แมว, สุกร และคนก็สามารถเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
โรคนี้เกิดมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง เชื้อแบคทีเรียนี้อาจจะเข้าสู่ร่างกายสัตว์ทางบาดแผล หรือโดยการกินเข้าไปก็ได้
อาการของสัตว์ที่เป็นโรคนี้ จะปรากฏออกมาหลังจากเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วตั้งแต่ 1 หรือ 2 วัน จนถึง 1 หรือ 2 สัปดาห์ ในรายที่สัตว์เป็นโรคนี้อย่างเฉียบพลัน จะพบว่าสัตว์ตายอย่างกะทันหันโดยไม่แสดงอาการให้เห็นมาก่อนเลย สัตว์จะล้มลงชักกล้ามเนื้อสั่น เคี้ยวฟัน กลอกตา หายใจขัด และตายอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีโลหิตสีดำไหลออกมาจากทวารต่างๆ เช่น ปาก จมูก ทวารหนัก อวัยวะสืบพันธุ์ โลหิตที่ไหลออกมาจะไม่แข็งตัวอันเป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของโรค ซากสัตว์จะขึ้นอืดอย่างรวดเร็ว
รายที่เป็นโรคนี้อย่างไม่เฉียบพลัน สัตว์จะแสดงอาการออกมา ให้เห็นอยู่ราว 1 – 2 วัน โดยจะมีไข้สูง ซึมมาก กล้ามเนื้อสั่น หัวตก หูตก ชีพจร และการหายใจถี่เร็ว ระยะแรกมีอาการท้องผูก ต่อมามีเลือดปนต่อมาสัตว์จะตายเร็วในที่สุด
เมื่อสงสัยว่าสัตว์ป่วยเป็นโรคนี้ ต้องตามนายสัตวแพทย์ให้มาตรวจวินิจฉัย และดำเนินการรักษาโดยเร็ว แต่ในรายที่เป็นแบบเฉียบพลันการรักษามักไม่ได้ผล สัตว์จะตายเสียก่อน

ส่วนในการป้องกันนั้น ใช้หลักดังนี้
1.1 สร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับสัตว์ โดยการนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนสำหรับป้องกันโรคนี้ จากนายสัตวแพทย์ปีละครั้ง ก็จะช่วยให้มีความต้านทานโรคนี้ขึ้น
1.2 โดยทางสุขาภิบาล การสุขาภิบาลที่ดี เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการแพร่ของโรคนี้ เนื่องจากสัตว์ที่ตายด้วยโรคนี้ จะมีเลือดไหลออกมาจากทวารต่างๆ เชื้อโรคที่อยู่ในร่างกายของสัตว์ที่ตายก็จะไหลปะปนมาในเลือดดังกล่าวนี้ด้วย ดังนั้นซากสัตว์ที่ตายด้วยโรคแอนแทรกซ์ หรือโรคกาลี จึงควรเผาหรือฝังทันที ไม่ควรชำแหละ เพราะจะทำให้เชื้อโรคแพร่หลายกระจายออกมาได้มากขึ้น พร้อมกับพวกหญ้า ฟางที่รองนอนตลอดจนดินบริเวณที่สัตว์ตาย ต้องเผาให้ไหม้ให้หมด ในการฝังต้องขุดหลุมให้ลึกอย่างน้อย 2 วา รองหลุม และกลบซากสัตว์ด้วยปูนขาว ไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงกลบดินให้แน่น ควรใช้ขอนไม่ทับปากหลุมเพื่อป้องกันสุนัข หรือสัตว์อื่นมาขุดคุ้ยดิน สัตว์ที่สงสัยว่าป่วยต้องแยกออกจากสัตว์ดี ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเทราดทำความสะอาดตามคอ เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นในคนได้ ทำให้ผิวหนังอักเสบ, ปอดอักเสบ, ลำไส้อักเสบ และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จึงต้องระมัดระวังการติดเชื้อโรคนี้

โรคปากและเท้าเปื่อย เป็นโรคระบาดชนิดเฉียบพลันของสัตว์กีบ เช่น โค กระบือ สุกร แพะ แกะ กวาง โดยเฉพาะโคในประเทศไทย มักจะป่วยด้วยโรคนี้อยู่เสมอ
โรคนี้มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มักจะระบาดในตอนต้นฤดูฝนเป็นส่วนใหญ่ การระบาดก็มักจะเกิดจากกาสัมผัสกันระหว่างสัตว์ป่วยกับสัตว์ดี หรืออาจติดต่อกันโดยการกินอาหาร และน้ำที่มีเชื้อไวรัสนี้ปะปน นอกจากนี้ก็อาจจะติดต่อกันโดยทางอื่นๆ อีกหลายทาง เพราะเชื้อไวรัสจะมีอยู่ในน้ำลาย, สิ่งขับถ่ายตลอดจนน้ำนมของสัตว์ป่วย หลังจากสัตว์ได้รับเชื้อไวรัสนี้เข้าสู่ร่างกายแล้วประมาณ 2 - 7 วัน ก็จะแสดงอาการออกมาให้เห็นโดยสัตว์ป่วยจะมีไข้ เบื่ออาหาร หยุดเคี้ยวเอื้อง กระหายน้ำ แสดงอาการโรคปากอักเสบอย่างเฉียบพลัน น้ำลายไหลยืดเป็นสาย กัดฟัน มีเม็ดตุ่มเกิดขึ้นที่เยื่อเมือกภายในช่องปาก เช่น ที่ลิ้น, ริมฝีปาก, เหงือก, เพดาน และเม็ดตุ่มเหล่านี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 ซม. มีผนังบาง ภายในมีน้ำสีฟางแห้ง ต่อมาเม็ดตุ่มจะแตกภายใน 24 ชม. เกิดเป็นแผลแดง ซึ่งสัตว์จะเจ็บปวดมากถ้าไม่มีโรคอื่นแทรกซ้อน แผลจะหายภายใน 7 วัน แต่ส่วนใหญ่สัตว์ที่ตายก็เนื่องจากบาดแผลที่ช่องปาก ทำให้สัตว์กินอาหารไม่ได้ อ่อนแรง ซูบผอม ความต้านทานลดลง เชื้อโรคอื่นๆ ก็จะเข้าแทรกซ้อนทำให้สัตว์ตายได้ โดยเฉพาะลูกสัตว์มีโอกาสตายมาก
สำหรับเม็ดตุ่มที่เท้าสัตว์ป่วยบริเวณกีบ และซอกกีบจะปรากฏให้เห็นหลังจากเกิดเม็ดตุ่มที่ปากแล้ว 2-5 วัน ต่อมาเม็ดตุ่มนี้จะแตกออก ผิวหนังลอกหลุด เกิดเป็นแผล สัตว์ป่วยจะเจ็บปวดที่เท้าทำให้เดินขากระเผลก ตรงบริเวณไรกีบจะบวม และเจ็บปวดมาก อาจถึงกับล้มลงนอน โดยมากแล้วจะมีเชื้อแบคทีเรียอื่นเข้าแทรกซ้อนตรงบริเวณบาดแผล ทำให้บาดแผลอักเสบลุกลามมาก อาจกินลึกเข้าไปในกีบบางทีถึงกับทำให้หลุดได้ แผลที่เท้านี้อาจเป็นทั้ง 4 เท้า หรือเป็นบางเท้าก็ได้ ในบางรายอาจจะเกิดเม็ดตุ่มขึ้นที่บริเวณหัวนม และเต้านมด้วย ในรายเช่นนี้มักจะเกิดโรคแทรก คือ เต้านมอักเสบ สัตว์ที่เป็นโรค ปาก และเท้าเปื่อยนี้ ถ้าไม่มีโรคแทรกสัตว์จะหายป่วยภายใน 2-3สัปดาห์แต่ถ้ามีโรคแทรกอาจกินเวลาหลายอาทิตย์หลายเดือนกว่าจะหาย สัตว์มักจะไม่ค่อยตาย
เมื่อสัตว์ป่วยโรคนี้ควรปรึกษาสัตวแพทย์ เพราะโรคนี้ไม่มียารักษาถ้าเป็นแล้วต้องใช้ยาบำรุง, ยาปฏิชีวนะป้องกันโรคแทรกซ้อน ส่วนการป้องกันคือ
1. สร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับสัตว์โดยนำสัตว์ไปฉีดวัคซีนทุก 6 เดือน
2. ทำลายสัตว์ป่วยหรือแยกสัตว์ที่สงสัยว่าป่วยออกต่างหากจากสัตว์ดี

โรคนี้ชาวบ้านทั่วไปเรียก โรคคอบวม หรือโรคคอตีบ เพราะเนื่องจากโรคนี้มักมีอาการคอบวม และกินอาหารไม่ได้ ต่อมาก็ตายโรคนี้ถือเป็นโรคอันตรายร้ายแรงโรคหนึ่งของ โค, ควาย, แพะ, แกะ, ม้า และช้าง เพราะโรคนี้มักเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน และตายในเวลาอันรวดเร็ว
การระบาดของโรคนี้ก็เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกันโดยเฉพาะในประเทศไทย จะพบการระบาด และตายของโค ควาย เนื่องจากโรคนี้อยู่เป็นประจำ
โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง สำหรับการติดต่อนี้ติดได้ง่ายมาก เพราะเชื้อโรคนี้พบอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะในน้ำ ในอาหาร ตามทุ่งหญ้า หรือแม้แต่ในร่างกายของสัตว์ เช่น ในทางเดินหายใจ, ปอด แม้แต่ในปากก็พบเชื้อได้ การระบาดของโรคก็ขึ้นความรุนแรงของเชื้อ และสภาพสัตว์ที่ทรุดโทรมทำให้เกิดติดโรคได้ง่าย
สำหรับอาการที่พบ สัตว์จะมีไข้สูง 104 องศาฟาเรนไฮต์ขึ้นไป บริเวณใต้คาง คอเหนียง และพื้นท้องจะบวมน้ำ และต่อมาใต้คางจะบวม นอกจากนี้ยังมีน้ำลายไหลยืด ต่อมาสัตว์จะตาย ซึ่งมักจะตายเนื่องจากกินอะไรไม่ได้ และหายใจไม่ออก ในบางราย สัตว์จะมีอาการไอ ซึม มีน้ำมูกไหลด้วย
ในกรณีที่สัตว์ป่วย สงสัยว่าเป็นโรคนี้ ให้รีบตามนายสัตวแพทย์มาตรวจวินิจฉัย และทำการรักษาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะโรคนี้ถ้ารักษาทัน โอกาสรอดมีมาก
โดยการจัดการสุขาภิบาลที่ดี โรงเรือนถูกสุขลักษณะ อาหารถูกสุขลักษณะ ในกรณีที่มีสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้ ต้องแยกสัตว์ป่วยออกต่างหากเพื่อทำการรักษา นอกจากนี้ สัตว์ทุกตัวควรได้รับการฉีดวัคซีนทุก 6 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่สัตว์อายุได้ 6 เดือน

โดยมากชาวบ้านมักเรียกโรคไข้ขา เพราะลักษณะเด่นของโรคนี้ คือ กล้ามเนื้ออักเสบ ทำให้เดินเคลื่อนไหวไม่สะดวก และมักทำให้เกิด
โลหิตเป็นพิษรุนแรงตามมา ทำให้อัตราการตายสูงมาก





โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคนี้มักเกิดกับ โค, ควาย, แพะ, แกะ และสุกร โดยเชื้อนี้จะเข้าตามบาดแผลต่างๆ เช่น แผลถลอก ถูกของมีคมบาดหรือทิ่มตำ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไปอยู่ตามกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย

สำหรับ ตัวอ่อนของเชื้อนี้มีความทนทานมาก อยู่ได้ตามพื้นดินได้นานเป็นปี





บางตัวที่ได้รับเชื้อรุนแรง อาจตายโดยไม่แสดงอาการ ส่วนอาการทั่วไปที่พบ คือ สัตว์จะซึม ไม่กินอาหาร ไม่เคี้ยวเอื้อง หายใจเร็ว
และอาจเจ็บที่ขาอาจจะเป็นข้างเดียวหรือหลายข้าง ขาข้างที่แสดงอาการจะปวด บวม โดยเฉพาะด้านส่วนต้นๆ ของขา บริเวณขาที่บวม
จะบวมมากขึ้น และปวดมาก ผิวหนังบริเวณนั้นจะมีสีม่วงเข้มเนื่องจากมีการคั่งของเลือด ต่อมาถ้าคลำดูบริเวณนั้นจะไม่ค่อยมีความรู้สึก แต่จะมี
ลักษณะเหมือนมีแก๊สแทรกอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ โดยปกติแล้ว อุณหภูมิของร่างกายจะอยู่ระหว่าง 105-109 องศาฟาเรนไฮต์ และสัตว์มักตาย
หลังแสดงอาการแล้ว 24-48 ชั่วโมง

บริเวณที่เกิดความผิดปกตินี้มักเกิดที่ขาหลังมากกว่าที่อื่น แต่ส่วนอื่นๆ ก็อาจเกิดได้ เช่น ขาหน้า, ลิ้น, เหนียง, หน้าอก และเต้านม เป็นต้น





เมื่อพบว่าสัตว์มีอาการของโรคนี้ ให้รีบตามนายสัตวแพทย์มาตรวจวินิจฉัย และดำเนินการรักษาโดยเร็ว ถ้าช้าสัตว์มักตาย โดยทั่วไปแล้วยาที่ใช้ได้ผลในการรักษา คือ พวกเพนนิซิลลิน





โดยการเน้นเรื่องสุขาภิบาลที่ดี พยายามอย่าให้สัตว์เกิดบาดแผลขึ้นได้ ในกรณีที่มีบาดแผลเกิดขึ้น ให้ทำความสะอาดบาดแผล
ด้วยยาฆ่าเชื้อโรคให้สะอาด และหมั่นรักษาบาดแผลให้สะอาดจนแผลหาย

สำหรับการฉีดวัคซีนก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยควบคุมป้องกันโรคได้ โดยฉีดในสัตว์ที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และฉีดซ้ำทุก
6 เดือน





โรคแท้งติดต่อเป็นโรคระบาดที่สำคัญโรคหนึ่งของโค, กระบือ, สุกร, แพะ, แกะ และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ รวมทั้งคนก็อาจติดโรคนี้ได้ โรคนี้มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนม เพราะโรคนี้จะทำให้ปริมาณของน้ำนมที่ควรได้ลดลง
เนื่องจากแม่โคแท้ง ซึ่งทำให้ต้องสูญเสียชีวิตลูกโคไปด้วย

นอกจากนี้ก็จะทำให้เกิดปัญหาการผสมไม่ติด ทำให้การจัดการแผนการผสมพันธุ์เสียไป นอกจากนี้ในแม่โคบางตัวหลังจากแท้งลูก
แล้ว จะเกิดโรคมดลูกอักเสบตามมา ทำให้เสียสุขภาพ และอาจตายได้




โรคแท้งติดต่อ มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งพบเชื้อแบคทีเรียนี้ได้ในสัตว์เกือบทุกชนิด แต่ส่วนใหญ่มักพบเกิดกับโค
เท่านั้น การติดต่อของเชื้อแบคทีเรียนี้เกิดได้หลายทาง คือ

1. โดยการกินอาหาร และน้ำที่มีเชื้อนี้ปะปนอยู่
2. โดยการเลียสิ่งที่ขับออกทางช่องคลอดของโคตัวเมียที่เป็นโรค
3. โรคติดต่อกันได้โดยเชื้อเข้าทางบาดแผลที่ผิวหนัง
4. เชื้ออาจเข้าทางนัยน์ตาได้ในขณะที่แม่โคเป็นโรค กวัดแกว่งหางแล้วถูกนัยน์ตา

5. โรคติดต่อกันได้โดยการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ
6. โรคติดต่อกันโดยใช้น้ำเชื้อจากพ่อโคที่เป็นโรคแล้วนำไปผสม
7. ลูกโคติดโรคโดยการกินน้ำนมจากแม่โคที่เป็นโรค นอกจากนี้โรคอาจติดต่อจากแม่โคตัวหนึ่งไปยังแม่โคอีกตัวหนึ่งได้ ในระหว่างรีดนม


เมื่อสัตว์รับเชื้อ เข้าสู่ร่างกายแล้วประมาณ 3 สัปดาห์ถึง 6 เดือน ก็จะแสดงอาการเป็นโรคออกมา คือ

แม่โคมักจะแท้งลูกหลังจากตั้งท้องได้ 5 เดือน แต่ถ้าไม่แท้งจะได้ลูกที่อ่อนแอ การแท้งไม่จำเป็นต้องเกิดทุกๆ ท้อง หลังจากแท้งมักจะเกิดรกค้าง และมดลูกอักเสบตามมาเสมอ มดลูกอักเสบถ้าเป็นชนิดเฉียบพลันอาจเกิดโลหิตเป็นพิษ และทำให้แม่โคตายได้

ถ้ามดลูกอักเสบเป็นแบบเรื้อรังจะทำให้ผสมไม่ติด ซึ่งการผสมไม่ติดนี้ อาจจะเป็นชั่วคราว หรือถาวรตลอดก็ได้ นอกจากนี้ก็มีอาการสุขภาพทรุดโทรม น้ำหนักลด บวมที่ข้อ และแม่โคจะมีอาการเต้านมอักเสบด้วย

อาการพ่อโค จะมีอาการอัณฑะอักเสบ บวมโตกว่าประมาณ 3 เท่า และจะเจ็บปวดมาก ต่อมาลูกอัณฑะจะเกิดเนื้อตาย และใช้งานไม่ได้ ถ้าลูกอัณฑะเกิดการอักเสบ และถูกทำลายไปทั้ง 2 ลูก จะทำให้พ่อโคตัวนั้นผสมไม่ติดเป็นหมัน แต่ในรายที่ลูกอัณฑะถูกทำลายไปเพียงลูกเดียว อีกลูกหนึ่งยังทำหน้าที่ได้ตามปกติ พ่อโคตัวนี้จะยังผสมติด แต่จะเป็นตัวแพร่เชื้อต่อไป ถ้ายังใช้เป็นพ่อพันธุ์อยู่โดยการผสมตามธรรมชาติ และโดยการผสมเทียม





เมื่อโคป่วยหรือผสมไม่ค่อยติด และสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ควรติดต่อนายสัตวแพทย์ให้มาทำการตรวจรักษา ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังไม่มียา
รักษาโรคนี้ที่ได้ผล
การควบคุมโรคแท้งติดต่อนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการคือ

1. การสุขาภิบาล

2. การฉีดวัคซีนให้กับสัตว์

3. การตรวจเลือด และกำจัดสัตว์ที่เป็นโรคออกไป





หมายถึง การแยกสัตว์ป่วยออก, เมื่อมีการแท้งให้รีบเผา หรือฝังซากลูกโคตลอดจนรก และสิ่งขับถ่ายจากมดลูก, และให้ใช้ยาฆ่าเชื้อโรคในบริเวณนั้นให้ทั่ว โคทุกตัว และสัตว์อื่นๆ ที่อยู่ในฟาร์ม ให้ทำการตรวจเลือดทันที แล้วกำจัดตัวที่เป็นโรคออก และให้ทำการตรวจซ้ำหลังจากนั้น 30 วัน แม่โคท้องแก่ใกล้คลอดให้แยกออกกักขังไว้ต่างหากจนกระทั่งคลอด ทั้งนี้เพราะแม่โคบางตัวที่เป็นโรคนี้ใน
บางครั้งเมื่อตรวจเลือดจะให้ผลลบจนกว่าจะคลอดหรือแท้งลูก




ซึ่งมีวัคซีนอยู่หลายแบบ จะเริ่มฉีดให้ได้ตั้งแต่อายุ 1-8 เดือน ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของสัตวแพทย์ว่าจะใช้วัคซีนแบบไหน แต่โดยทั่วไป นิยมใช้วัคซีนเสตรน S19 แก่โคตัวเมียที่อยู่ในช่วงอายุ 3-9 เดือน ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันโรคนานถึง 5-8 ปี





คนสามารถติดโรคนี้ได้ โดยการไปสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นโรค หรืออวัยวะสัตว์ที่เป็นโรค เช่น ลูกโคที่แท้งออกมา, รก หรือติดโรคโดยการกินน้ำนมจากสัตว์ที่เป็นโรคโดยไม่ได้ทำการพาสเจอไรซ์เสียก่อน

คนที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับสัตว์ เช่น นายสัตวแพทย์, กสิกรที่เลี้ยง, คนทำงานโรงฆ่าสัตว์, คนทำผลิตภัณฑ์จากสัตว์ มักจะพบเป็นโรคนี้เสมอ


หมายเหตุ* โรงพยาบาลสัตว์หนองโพ สามารถให้บริการตรวจโรคแท้งติดต่อในโคได้




โรค ชนิด
วัคซีน การเก็บ
รักษา ขนาด
ที่ใช้ ตำแหน่ง
ที่ฉีด อายุสัตว์
ที่ใช้ ความคุ้ม
โรค การแพ้วัคซีน
(ที่อาจมีโอกาสพบ) การแก้แพ้วัคซีน หมายเหตุ
โรคแอนแทรกซ์
(โรคกาลี)
เชื้อเป็น
เก็บได้นาน
8 เดือน
หลังวันผลิต
ที่อุณหภูมิห้อง
1 ซีซี
คอ, ใต้หนัง
6 เดือน
1 ปี
สัตว์จะมีไข้ 2-3 วัน ซึม เบื่ออาหาร ตำแหน่งที่ฉีดจะบวมแดง
สัตว์จะหาย
ได้เอง
ถ้าไม่มีโรค
แทรกซ้อน
และควรให้
้สัตว์ได้พักผ่อน
ในบริเวณที่ไม่เคยมีการระบาด
ของโรคเลย อาจไม่จำเป็น
ต้องฉีด

ถ้ามีการระบาดเกิดขึ้นในจังหวัดใกล้เคียง ควรฉีดป้องกันไว้ ถ้าที่ใดเคยมี
การระบาดแล้ว ควรฉีดซ้ำทุกที่

โรคคอบวม
(โฮโมราจิก
เซพติดซีเมีย)
เชื้อตาย
เก็บในที่
มืืดและเย็น
ได้นาน 1 ปี
3 ซีซี
คอ, ใต้หนัง
6 เดือน
6 เดือน
มีอาการสั่น
น้ำลายไหล
หายใจไม่สะดวก
กระวนกระวาย
ใช้ยาอะดรีนาลีน อะโทรบิน
สเตียรอยด์
ควรรีบแจ้งสัตวแพทย์ทันที
ที่เกิดการแพ้วัคซีน

โรคปากและเท้าเปื่อย
เชื้อตายมี
3 ไทป์ โอ,
เอ,
เอเชีย
วัน
เก็บใน
ที่มืดเย็น 2-4 ํc
นาน 1 ปี
แต่ละ
ไทป์
5 ซีซี
คอ, ใต้หนัง
6 เดือน
6 เดือน
-
-
สามารถฉีดทั้ง 3 ไทป์ พร้อมกัน หรือฉีดแยกแต่ละไทป์ โดยห่างกัน 2 สัปดาห์ก็ได้

โรคไข้ยา
เชื้อตาย
เก็บในที่มืด และเย็นได้นาน 6-8 เดือน
5 ซีซี
คอ, ใต้หนัง
6 เดือน
(ถ้าอายุ
ุไม่ถึง 6
เดือนให้
้ฉีดซ้ำอีก
ครั้ง
ห่างจาก
ครั้งแรก
1 เดือน)
6 เดือน
หลังฉีด 1-2 วัน บริเวณที่ฉีดจะบวมแดง
ซึ่งจะค่อยๆหายไปเอง

บางรายเป็นอยู่หลายวัน
ทำให้สัตว์เดินไม่สะดวก
แต่ไม่เป็นอันตราย
-
-

โรคแท้งติดต่อ
เชื้อตาย สเตรน 45/20 และ 19
เก็บในที่มืด
2-8 องศา
ฟาเรนไฮซ์
1 ซีซี
คอ, ใต้หนัง
3-9 เดือน
5-8 ปี
-
-
กรณีที่สงสัยว่ามีโรคเกิดในฟาร์ม
ให้แจ้งสัตวแพทย์ ไปทำการตรวจเลือด






อาหารทารกตามวัย.docx

ในระยะแรกเกิดถึง 4 เดือนแรก ลูกควรได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว เมื่อลูกอายุครบ 4 เดือน จึงเริ่มให้อาหารอื่นในลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว เช่น กล้วยสุกครูดหรือข้าวบด ไม่ควรให้ก่อนอายุครบ 4 เดือน เพราะระบบการกลืนและการย่อยของลูกยังไม่พร้อมจะทำให้ลูกกินนมได้น้อยลงและมีปัญหาท้องอืดจากการให้อาหารมากเกินไป
อายุครบ 4 เดือนขึ้นไป
ข้าวบด 1 ช้อนเล็ก กับไข่แดงต้มสุก ¼ ฟอง สลับกับเนื้อปลาสุกบด หรือกล้วยน้ำว้าสุกครูด (ไม่เอาไส้) ½ ผล แล้วกินนมแม่ตามจนอิ่ม
5 เดือนขึ้นไป
ข้าวบด 3-4 ช้อนเล็ก กับถั่วต่างๆ ต้มสุกบด ใส่ผักใบเขียวกับน้ำแกงจืด สลับกับไข่แดง เนื้อปลา หรือกล้วยน้ำว้าสุกบด แล้วให้กินนมแม่ตามจนอิ่ม
6-7 เดือน
ข้าวบดกับเนื้อสัตว์ต่างๆ บดสลับกับตับบด ใส่ผักใบเขียวกับน้ำแกงจืด แล้วให้นมแม่จนอิ่ม ให้อาหารแทนนมแม่ได้ 2 มื้อ และผลไม้วันละครั้ง
10-12 เดือน
กินอาหารต่างๆ สลับกันไปเช่นเดียวกับเดือนที่ 8-9 แต่เพิ่มปริมาณมากขึ้นและหยาบขึ้น จนกระทั่งไม่ต้องบด แล้วให้กินนมแม่ตามจนอิ่ม ให้อาหารแทนนมแม่ได้ 3 มื้อและผลไม้วันละครั้ง
อาหารที่เตรียมให้ลูกนั้น สามารถเพิ่มพลังงานให้มากขึ้นได้ โดยการเติมน้ำมันพืช 1-2 ช้อนเล็ก ในอาหารแล้วผสมให้เข้ากัน
3.สารอาหารอะไรบ้างที่ลูกต้องการ
สารอาหารหลักที่ลูกต้องการคือ พลังงานและโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนจะช่วยให้เจริญเติบโตและเสริมสร้างเนื้อเยื่อ
อาหารโปรตีนได้จากอะไร?
จากเนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม ปลา และถั่วเมล็ดแห้ง
ธาตุเหล็ก คืออะไร?
ธาตุเหล็กเป็นธาตุสำคัญที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง
ทารกแรกเกิดจนถึง 4 เดือนที่ได้รับนมแม่หรือนมผสม จะได้รับธาตุเหล็กเพียงพอ
แต่เมื่ออายุเกิน 4-6 เดือนไปแล้ว ความต้องการธาตุเหล็กจะมีมากขึ้น ทำให้ต้องได้รับธาตุเหล็กจากอาหาร
การเพิ่มธาตุเหล็กทำได้โดยการเสริมไข่แดงสุกหรือตับบดสุกเมื่อลูกอายุ 4 เดือน เนื้อปลา เมื่ออายุ 5 เดือน และเนื้อสัตว์บดเมื่ออายุ 7 เดือน
วิตามินเอ
มีความสำคัญมากในการสร้างเซลล์เนื้อเยื่อและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยปรับสภาพการมองเห็นในที่มืด แหล่งของวิตามินเอมีมากมาย ได้แก่ ตับสัตว์ต่างๆ ผักใบเขียวและผักที่มีสีเหลือง เช่น ผักบุ้ง ตำลึง ฟักทอง แครอท หรือผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น มะละกอสุก มะม่วงสุก เป็นต้น
แคลเซียม
เป็นส่วนประกอบของเซลล์กระดูก ซึ่งเป็นโครงสร้างของร่างกาย โดยทั่วไปทารกที่ได้รับนมแม่หรือนมผสมเพียงพอตามวัยก็จะได้รับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณที่เหมาะสมด้วยอยู่แล้ว
แต่แม่อาจเพิ่มอาหารเสริมที่เป็นแหล่งของแคลเซียมสูง เช่น ปลาป่น เต้าหู้ขาว ลงในอาหารของลูกได้
ไอโอดีน
เป็นธาตุที่สำคัญช่วยให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานอย่างเป็นปกติ การขาดไอโอดีนจะทำให้ลูกเรียนรู้ได้ช้า มีสติปัญญาด้อยกว่าปกติ การใช้เกลือไอโอดีนในอาหารจะช่วยให้ลูกได้รับไอโอดีนได้ ถึงแม้อาหารทะเลจะมีไอโอดีนเพียงพอ แต่ยังไม่แนะนำให้นำมาเตรียมเป็นอาหารให้ลูก เนื่องจากอาจเกิดการแพ้ได้
เมื่อลูกน้อยมีอายุ 4-5 เดือน
ควรได้รับอาหารทารกตามวัยเพิ่มจากนมแม่ เป็นพลังงานจากอาหาร 76-188 กิโลแคลอรี โปรตีน 1.2-4.1 กรัมต่อวัน
ดังนั้น อาหารที่ลูกวัยนี้ควรได้รับใน 1 วัน ได้แก่ ข้าวบดกับปลานึ่ง ประกอบด้วย ข้าวบด 3 ช้อนกินข้าว เนื้อปลา 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำมันพืชครึ่งช้อนชา
เมื่อลูกอายุ 6-8 เดือน
ควรได้รับอาหารทารกตามวัยเพิ่มจากนมแม่ เป็นพลังงานจากอาหาร 269-371 กิโลแคลอรี โปรตีน 2.7-5.4 กรัมต่อวัน
ดังนั้นอาหารที่ควรได้รับใน 1 วัน ได้แก่ อาหาร 2 มื้อ
เช้า ข้าวต้มปลาช่อนตำลึง
บ่าย มะละกอสุก 2-3 ช้อนกินข้าว
เย็น ข้าวต้ม + ไข่ตุ๋นแครอท
เมื่อลูกอายุ 9-12 เดือน
ควรได้รับอาหารทารกตามวัยเพิ่มจากนมแม่ เป็นพลังงานจากอาหาร 451-6545 กิโลแคลอรี โปรตีน 3.5-6.2 กรัมต่อวัน
ดังนั้นอาหารที่ควรได้รับใน 1 วัน ได้แก่ อาหาร 3 มื้อ
เช้า ข้าวตุ๋น + ต้มจืดปลาใส่ตำลึงและฟักทอง
กลางวัน ข้าวตุ๋น + ต้มจืดปลาช่อนใส่ตำลึงและฟักทอง
บ่าย กล้วยน้ำว้าสุกครึ่งผล
เย็น ข้าวตุ๋น + ไข่คั่วตำลึง


เมื่อพาลูกไปหาหมอควรทำอย่างไร
1. อย่าแสดงความกังวลมากเกินไปเพราะจะทำให้ลูกตกใจตามไปด้วย
2. เล่าอาการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆรวมทั้งการรักษา และการใช้ยาที่ทำไปแล้ว
3. ตอบคำถามของหมอให้ตรงจุดไม่ปิดบัง
4. อุ้มลูกนั่งตัก หรืออยู่ใกล้ชิดเพื่อให้ลูกอุ่นใจ
5. ถ้าลูกต้องฉีดยา เจาะเลือด ไม่ควรหลอกลูกว่าไม่เจ็บ แต่ควรบอกลูกว่าเจ็บนิดเดียวเดี๋ยวก็หาย
6. ถ้าหมอนัดตรวจอีกครั้ง ควรมาตามนัดเพื่อรักษาให้หายขาด
สร้างลูกให้ฉลาดด้วยนมแม่
ระยะ 3 เดือนก่อนคลอด และ 6 เดือนหลังคลอด เป็นช่วงที่สำคัญเพราะเป็นช่วงที่เชลล์สมองกำลังแบ่งตัว และเจริญเติบโตมากที่สุด ดังนั้นการให้นมลกเองในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด จึงเป็นโอกาสทองที่แม่จะสร้างความเฉลียวฉลาดให้กับลูก
ในน้ำนมแม่นอกจากจะอุดมไปด้วยโปรตีน แร่ธาตุ ไขมันและวิตามินที่ทารกต้องการแล้ว น้ำนมถั่วเหลืองยังเป็นเหมือนวัคซีนป้องกันการติดเชื้ออย่างดี และยังมีน้ำตาลนมเป็นจำนวนมาก ซึ่งน้ำตาลนมนี้เองเป็นตัวการสำคัญของการเจริญเติบโตของสมองน้อย ๆของลูกคุณนั่นเอง
คำแนะนำการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
- ควรให้ลูกดูดนมแม่ภายหลังคลอดให้เร็วที่สุดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้มากเพียงพอ
- ควรทำความสะอาดบริเวณหัวนมก่อนให้ลูกดูดทุกครั้ง โดยใช้สำลีชุบน้ำตมเช็ดก่อนให้ลูกดูดนม เมื่อให้นมเสร็จเช็ดด้วยสำลีอีกที
- ท่าที่ลูกจะดูดนมได้อย่างถูกต้อง คือ ให้หัวนมแม่อยู่ที่แก้มใกล้มุมปากลูก โดยธรรมชาติเด็กจะหันปากไปมาจนพบหัวนม และอ้าปากพร้อมที่จะดูดทันที ไม่ควรจับศีรษะลูกและพยายามดันหัวนมเข้าปากทันที เพราะลูกอาจจะปฏิเสธการดูดนมได้
- ควรให้ลูกอมหัวนมถึงบริเวณส่วนคลำรอบหัวนม (บริเวณลานหัวนม)ให้มากที่สุด ถ้าลูกอมตื้นเงือกเด็กจะกดลงตรงหัวนมแม่ ทำให้หัวนมแม่เจ็บมาก และอาจทำให้เกิดแผลบริเวณหัวนมได้
- ควรอุ้มลูกให้เรอทุกครั้งหลังการให้นม เพื่อระบายลมออกจากท้อง
เทคนิคการป้อนนมขวด
- ถือขวดนมให้เอียงได้ระดับ เพื่อลูกจะได้ไม่ดูดเอาอากาศเข้าไปซึ่งทำให้อืด ปวดท้องได้
- อย่าให้ลูกดูดนมเองตามลำพัง โดยใช้ผ้าหนุนคอขวดไว้
- จับลูกเรอให้เป็นระยะ จนกว่าลูกจะกินนมอิ่ม
- ไม่ควรเก็บนมที่เหลือไว้ให้ลูกกินอีก
ลูกอ้อน 3 เดือน
ลูกอ้อน 3 เดือน หรือร้อง 3 เดือน ก็คือการร้อง โคลิกของแพทย์สมัยใหม่นั้นเองค่ะ
อาการจะเริ่มเมื่อเด็กอายุราว 2 สัปดาห์ และมักหายไปเมื่ออายุ 3 เดือนอาการร้องอย่างรุนแรงนี้มักจะเริ่มตอนเย็น ๆ ลูกจะงอเข่าและเหยียดเกร็งคล้ายกับปวดท้องอย่างแรง แผดเสียงร้องอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่พอถึงเวลาหยุดคือประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็จะเงียบสนิทเป็นปลิดทิ้งเลยที่เดียว
คุณแม่สามารถช่วยลูกได้โดย
- ตกเย็นสร้างสภาพแวดล้อมให้ดีที่สุด
- เปิดเพลงเย็นๆ เบา ๆ
- อุ้มลูกไว้แนบอก พร้อมปลอบเบา ๆ
- ขณะปลอบอาจจะอุ้มลูกเดินไปเดินมา ที่สำคัญแม่ต้องใจเย็น อย่าหงุดหงิดหรือร้องไห้ตามลูก
ลิ้นเป็นฝ้า
ฝ้าขาวที่เกาะอยู่บนลิ้น กระพุ้งแก้มของลูก เกิดจากผิวชั้นนอกที่ลอกออก และมีน้ำลายผสมคราบนมและเศษอาหารมาเกะ บางครั้งก็มีเชื้อราทำให้เกิดเป็นปื้นขาว ๆ เกาะแน่นอยู่บนลิ้น ทำให้ลูกเจ็บและเบื่อนมได้ การล้างคราบนมที่ติดในช่องปากใช้สำลีชุบน้ำอุ่นหรือกลีเซอรีนบอแรกซ์เซ็ดทำความสะอาดวันละ 2-3 ครั้ง หากมีฝ้าเกาะติดที่ผนังด้านกระพุ้งแก้ม ซึ่งรักษาความสะอาดยาก ควรป้ายยาสีม่วงเจนเซียนไวโอเล็ต 1% วันละครั้ง ถ้าทำวิธีการต่าง ๆ แล้วไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์
ผื่นผ้าอ้อม
เกิดจากผ้าอ้อมที่ซักไม่สะอาดระคายเคืองผิวลูกหรือผ้าอ้อมเปียกชื้นเป็นที่หมักหมมของเชื้อโรค จนก่อให้เกิดผื่นผิวหนังลูก การปล่อยให้ลูกนอนจมฉี่หรือไม่ได้เปลี่ยนผ้าอ้อม ปล่อยให้อับชื้นอยู่นาน ๆ แอมโมเนียในปัสสาวะ จะทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อมได้
การแก้ไขทำได้ง่าย ๆ โดยซักผ้าออมให้สะอาด ตากแดดให้แห้งสนิทหากเป็นวันที่อากาศอับชื้น ไม่มีแดดควรรีดฆ่าเชื้อโรคก่อนนำมาใช้เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกทำความสะอาดก้นลูก โดยใช้สำลีหรือผ้าชุบน้ำเช็ดให้สะอาด แล้วเช็ดให้แห้งสนิทก่อนใส่ผ้าอ้อมผืนใหม่ หากเป็นมากปล่อยให้ลูกล่อนจ้อนบ้าง ให้อากาศถ่ายเทสะดวก หากเป็นมากควรพาไปพบแพทย์




ผื่นในรอยพับ
ถ้าลูกอ้วนมาก เนื้อจะย่นเป็นชั้น ๆ จนเกิดเป็นรอยพับ เป็นที่หมักหมมความชื้น เกิดความเสียดสีทำให้เกิดความระคายเคือง และมักเป็นผื่นแดงได้ง่าย
วิธีแก้ไข- ควรอาบน้ำให้สะอาด ดึงเนื้อย่น ๆ ของลูกแล้วล้างบริเวณรอยพับให้เกลี้ยง อย่าให้คราบแป้งเกาะอยู่ เพราะยิ่งทำให้หมักหมม เมื้อสะอาดดีแล้ว เช็ดตัวลูกให้แห้ง ปล่อยให้ผิวแห้งสนิทก่อนทาแป้งบาง ๆ อาจทาวาสลีนบาง ๆ บริเวณรอยย่นเพื่อป้องกันการเสียดสีและระคายเคียง
ลูกสะดือจุ่นทำอย่างไร
การที่เด็กมีสะดือโป่งออกมา โดยเฉพาะในเวลาร้องไห้หรือเบ่งอุจจาระจะโตมากขึ้นและตึง จนเป็นที่หวาดเสียวแก่คุณพ่อ คุณแม่ ว่าจะแตกออกมาเหมือนลูกโป่ง ทั้งนี้เพราะช่วงเวลานั้น เป็นช่วงความดันช่องท้องเพิ่มขึ้น สาเหตุเกิดจากความอ่อนแอของกล้ามเนื้อหน้าท้องบริเวณนั้น ส่วนอาการดังกล่าวจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น (มักจะหายภายใน 2 ปี) นอกจากในรายที่เป็นรูเปิดกว้างมาก ซึ่งอาจไม่ปิดเองก็อาจจะพิจารณาผ่าตัดได้ในภายหลัง การใช้เทปพลาสเตอร์ หรือใช้เหรียญบาทกดทับไว้ไม่เป็นการช่วยแต่อย่างใด แต่จะทำให้บริเวณนั้นชื้นแฉะ และอักเสบได้ง่าย
ลูกเมารถ
ไม่ว่าจะเดินทางโดยรถ เรือ หรือเครื่องบิน เด็กบางคนจะคลื่นไว้ อาเจียน ถ้าลูกมีอาการดังกล่าวระหว่างการเดินทางควรปฏิบัติดังนี้
- ก่อนเดินทางอย่าให้ลูกกินอาหารมาก
- นำเอาของเล่นหรือเกมส์ให้ลูกเล่นจนเพลิน
- อย่าให้ลูกตื่นเต้นมาก
- เปิดหน้าต่างรถอย่างน้อย 1 บาน เพื่อให้อากาศเข้ามา
- หยุดเดินทางเป็นระยะเพื่อให้ลูกยืดแขนยืดขา
- หากเป็นไปได้ควรเดินทางกลางคืน ลูกจะได้หลับ
- ขอยาป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนจากแพทย์
เมื่อลูกท้องผูก
1. ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพราะการดื่มน้ำน้อยจะทำให้ก้อนอุจจาระในลำไส้แห้ง แข็ง และถ่ายลำบาก
2. ให้ดื่มน้ำส้มคั้นหรือน้ำมะขามจาง ๆ ครั้งแรกอาจเริ่มให้ดื่มวันละ 1 ช้อนชา แล้วจึงเพิ่มเป็น 2 ช้อนชา จนดูว่าถ่ายอุจจาระเป็นปกติดีจึงค่อยงด
3. ในเด็กเล็ก ๆ ไม่ควรจับลูกสวนอุจจาระบ่อย ๆ เพราะจะทำให้ทวารหนักอักเสบและที่สำคัญจะทำให้ลูกกลัวหวาดผวาได้ ควรพบแพทย์เพื่อช่วยเหลือด้วยการให้ยาระบายอ่อน ๆ เพื่อให้ร่างกายชินกับระบบขับถ่าย และควรเพิ่มอาหารเสริมประเภทมีกากมาก ๆ เช่น ผัก ผลไม้จะช่วยได้มากขึ้น
เป็นหวัดบ่อย
เด็กส่วนใหญ่จะเป็นไข้หวัดเฉลี่ยปีละ 6 ครั้ง มักมีอาการไข้อยู่ประมาณ 2-3 วัน ร่วมกับอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล บางครั้งอาจมีอาการไอหรือเจ็บคอเล็กน้อย
วิธีหลีกเลี่ยง ไม่ให้ลูกเป็นไข้คือ อย่าปล่อยให้ลูกตากฝน หรือแม้แต่โดนละอองฝน หลีกเลี่ยงจากคนที่เป็นไข้หวัด หากคุณพ่อ คุณแม่หรือคนในบ้านไม่สบายควรอยู่ห่าง ๆลูกสักพัก ก็จะเป็นการดี เพื่อช่วยให้สุขภาพของลูกน้อยที่คุณรักปลอดภัยจากการเจ็บไข้
การใช้ยาเมื่อลูกเป็นไข้หวัด
1. เด็กมีไข้ตัวร้อนถ้าอายุต่ำกว่า 1 ปี ห้ามใช้ยาแอสไพริน
2. เด็กมีน้ำมูกใส ถ้าอายุต่ำกว่า 1 ปี หามใช้ยาเอง ให้ใช้ลูกยางดูดน้ำมูกออกมาก็พอ
3. เด็กมีอาการคัดจมูกไม่ควรใช้ยาเอง อาจจะให้ดื่มน้ำอุ่น หรือจะสูดดมไอน้ำก็ได้
4. ถ้าเด็กมีไอเสมหะ ให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ถ้าไม่มีเสมหะให้ดื่มยาแก้ไอน้ำเชื่อมได้
5. อาการเจ็บคอมีน้ำมูกเขียว ๆเหลือง ๆ มีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส แสดงว่ามีอาการแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรียให้พบแพทย์
กำจัดเสมหะในเด็กลดปัญหาปอดบวม
การเคาะปอดร่วมกับการจัดท่าไล่เสมหะจากแขนงขั้วปอดออกมาภายนอกแล้วดูดออก ทำให้เด็กหายใจสะดวกขึ้น นอนหลับได้ในเด็กเล็ก ๆ มักมีปัญหาในการกำจัดเสมหะจากร่างกายด้วยตนเองด้วยการไอหรือบ้วนเสมหะออกจากปากรวมทั้งการสั่งน้ำมูกจึงต้องให้นักกายภาพบำบัดดูดเสมหะให้ก่อนก่อนการดูดเสมหะไม่ควรรับประทานอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง และหลังจากการดูดเสมหะแล้วผู้ปกครองควรอุ้มเด็กพาดบ่าสักครู่จนเด็กหายเหนื่อยแล้วค่อยให้อาหาร
ถ้าลูกชักจากไข้สูง
ชัก คือ อาการเกร็งและกระตุกของกล้ามเนื้อทั้งตัวหรือหรือบางส่วนบางคนจะกัดลิ้น หายใจขัด ถ้าปล่อยให้ชักนาน ๆสมองจะขาดออกชิเจนทำให้พิการปัญญาอ่อนหรือเสียชีวิตได้
ข้อควรปฏิบัติ
1. หาด้ามช้อน หรือปากกาพันด้วยผ้าบาง ๆ สอดเข้าไปในปากเพื่อกันไม่ให้เด็กกัดลิ้นตัวเอง
2. ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นให้ทั่วตัววางกระเป๋าน้ำแข็งประคบที่ศรีษะ ขาหนีบรักแร้ทั้งสองข้าง ควรเช็ดตัวจนกว่าเด็กจะตัวเย็นลง
3. หลังจากหยุดชัก ถ้าเด็กจนรู้สึกตัวดี ให้ป้อนยาลดไข้
4. รีบนำเด็กมาพบแพทย์โดยเร็ว และ ควรเช็ดตัวลดไข้ตลอดระยะเวลาการเดินทาง เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กชักซ้ำ

ลูกกินยายาก
- เตรียมเครื่องดื่มที่ลูกชอบไว้ให้ดื่มตาม เพื่อกลบรสยา
- แนะนำให้ลูกปิดจมูกเพื่อไม่ให้รับกลิ่นแต่อย่าบังคับหรือบีบจมูกลูก
- ถ้าลูกโตพอควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าการกินยาทำให้หายป่วย
- หากลูกไม่ชอบรสชาติของยา ขณะกรอกยาให้กรอกยาไปที่โคนลิ้นจะช่วยให้ลูกรับรู้รสน้อยลง
ประโยชน์ของการเล่น

1. ช่วยเสริมสร้างให้เด็กมีพัฒนาการในทุกด้าน
2. ช่วยเสริมสร้างการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
3. ช่วยพัฒนาด้านสติปัญญา เสริมสร้างจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
4. ช่วยพัฒนาความสามารถในด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะคำศัพท์
5. ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง
6. ช่วยเสริมสร้างลักษณะนิสัยที่ดีทางสังคม เช่น การแบ่งปัน (sharing) การผลัดเปลี่ยน (turn taking) การช่วยเหลือ (co-operation) การอดทนต่อการรอคอยความยืดหยุ่น (flexibility)
7. ช่วยเสริมสร้างให้เด็กรู้จักตนเองได้ดีขึ้นซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จที่ได้กระทำ
8. ช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตและอารมณ์ที่ดี
9. ช่วยพัฒนาและส่งเสริมบทบาททางเพศ และบทบาทสมมติ





อ่างเก็บน้ำหนองไฮที่อ.docx

อ่างเก็บน้ำหนองไฮที่อ.วาปีฯวิกฤตหนัก
อ่างเก็บน้ำหนองไฮ วิกฤต เหลือน้ำไม่ถึงครึ่ง ชลประทานหาทางช่วยเหลือ เกษตรกรต้องไปทำอาชีพอื่น
เมื่อเร็วๆนายสงกรานต์ แสนตลาด เจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม เปิดเผยว่า อำเภอวาปีปทุม มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมดูแลการส่งน้ำและบำรุงรักษา โครงการชลประทานขนาดเล็ก โครงการชลประทานขนาดกลาง โครงการตามพระราชดำริ โครงการพิเศษ และวางแผนบริการโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่อยู่ในเขตรับผิดชอบอำเภอนาดูน อำเภอวาปีปทุม อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย รวมทั้งงานพัฒนาแหล่งน้ำต่าง ๆ ที่อยู่นอกเขตชลประทาน ประสานงานกับอำเภอและเกษตรกรในการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับงานส่งน้ำให้แก่พื้นที่เพาะปลูกในชุมชน
นายสงกรานต์ กล่าวต่อว่า อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในการควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม มี 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยจอกขวาง อ่างเก็บน้ำหนองไฮ และอ่างเก็บน้ำฮองซองแมว เป็นอ่างเก็บน้ำในเขตลุ่มแม่น้ำมูล โดยอ่างเก็บน้ำหนองไฮ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านปะแหย่ง ต.ประชาพัฒนา กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำคือ มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำคิดเป็นร้อยละ 32.71 นับว่าค่อนข้างวิกฤต จึงได้ช่วยเหลือชาวบ้านโดยผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำจอกขวางมาบรรเทาความเดือดร้อน แต่ปรากฏว่ามีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องระงับการสูบน้ำ และแก้ไขภัยแล้งด้วยการ ขุดลอกคลองแทน
“อ่างเก็บน้ำหนองไฮ เป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งที่เข้าขั้นวิกฤต และมีปริมาณน้ำในอ่างน้อยมาก เมื่อเทียบกับอ่างเก็บน้ำที่อื่นของจังหวัดมหาสารคาม และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยอีกที่ นั้นก็คือ อ่างเก็บน้ำห้วยประดู่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อยกว่า ร้อยละ 25 ทำให้อ่างเก็บน้ำหนองไฮ และอ่างเก็บน้ำห้วยประดู่ เป็นแหล่งเก็บน้ำที่มีน้ำน้อยที่สุดในจ.มหาสารคาม ที่ชาวบ้านยังเดือดร้อนเรื่องน้ำและต้องการการช่วยเหลือ ” นายสงกรานต์ กล่าว
นายเกสร เยาวนารถ ผู้ใหญ่บ้านปะแหย่ง หมู่ 2 ต.ประชาพัฒนา อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำหนองไฮ เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำที่เดียวของหมู่บ้านแต่ตอนนี้ น้ำในอ่างเริ่มแห้งขอด มีจำนวนน้อยไม่เพียงพอแก่การทำเกษตร ส่วนใหญ่ชาวบ้านประกอบอาชีพทำนา ทำสวน และปลูกผัก เมื่อน้ำแล้ง จึงทำให้ชาวบ้านไม่มีรายได้ ต้องไปทำงานต่างถิ่น หรือมารับจ้างทั่วไป
“เจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 อ.วาปีปทุม ชลประทานมหาสารคามช่วยเหลือโดยผันน้ำมาให้บางส่วน และขุดลอกคลองใหม่ แต่ก็ประสบปัญหาอีก เพราะเมื่อขุดลอกคูคลอง จนท.ไม่ได้นำดินที่ขุดลอกไปทิ้งที่อื่น เมื่อถึงฤดูฝนดินก็ไหลกลับลงไปในคูคลอง (ทำไมจากคูคลองกลายเป็นอ่างล่ะ) ทำให้เกิดปัญหาเหมือนเดิม ตอนนี้ชาวบ้านจึงร้องเรียนไปทางจังหวัดให้มาแก้ไข” นายเกสร กล่าว
นายบัวไข ประไม ชาวบ้านประชาพัฒนา เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพทำเกษตร แต่ต้องผันตัวเองไปทำอาชีพอื่น เพราะ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหนองไฮมีน้อย ต้องแย่งกันใช้
“ภัยแล้งแบบนี้เกิดติดต่อกัน 2-3 ปีแล้ว ทำให้การทำนาปีต้องรอน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ส่วนนาปรังตอนนี้ น้ำน้อย ไม่สามารถทำได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ ต้องหันไปปลูกมันสัมปะหลังแทน” นายบัวไขกล่าว






1 ภาษาที่เป็นกันเอง
ภาษาพูดธรรมดาทั่วไป มีการใช้คำสะแลง คำคะนอง การใช้สำนวนภาษาต่าง ๆ ที่เข้าใจง่าย เป็นถ้อยคำง่าย ๆ บ่งบอกถึงทัศนะของหนังสือพิมพ์ไว้อย่างชัดแจ้งด้วยเช่นกันทั้งในแง่การเลือกคำที่เป็นกริยาหรือคำขยายนามหรือคำขยายกริยา คำที่ใช้ในการพาดหัวข่าว เป็นคำที่เหมือนกับภาษาชาวบ้านพูดกันที่ผสมผสานไปกับอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์ บุคคลหรือสิ่งของ ทำให้คนทั่วไปเกิดความรู้สึกว่าภาษาเหล่านี้ คือภาษาของเขาเอง เข้าใจง่าย ทำให้เหมือนกับเป็นหนังสือพิมพ์ที่พวกเขาอ่านได้ง่ายเข้าใจง่าย เพื่อให้เห็นข้อมูลอย่างชัดเจนจึงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

3.1 ภาษาที่เป็นกันเอง เป็นภาษาพูดธรรมดาทั่วไป

เป็นการเลือกใช้คำที่เราพูดกันโดยทั่วไปเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย สั้นกระทัดรัดแต่ได้ใจความ เป็นคำที่มีความหมายแฝงถึงความรุนแรง สื่อไปถึง ความตาย เช่น โป้ง ที่สำคัญคือการเลือกใช้คำที่เป็นภาษาพูดสามารถเข้าใจได้ทุกชนชั้น ดังตัวอย่างข่าวต่อไปนี้

แฉปมลอบสังหารเทศมนตรีไพศาลโป้งทรุดคากองฉี่

“โป้ง” ใช้คำเลียนเสียงปืน แต่ให้ความหมายถึง ยิง ด้วยปืน ซึ่งการใช้คำลักษณะนี้ทำให้เห็นภาพความรุนแรงได้อย่างชัดเจน

“วู้ดส์” เสียงนกเหล็กวูบกลางเวหาลงฉุกเฉินดอนเมือง

“วูบ” ใช้คำเลียนเสียงเครื่องบินตก ซึ่งในที่นี้ให้ความหมายแทน “ตก” เพื่อให้เห็นความเร็วในการตก และสร้างภาษาให้เกิดความน่ากลัวและสะท้อนภาพให้เห็นความเสียหายที่จะเกิดตามมาแม้จะยังไม่กล่าวถึงสะภาพความเสียหายก็ตาม

3.2 ใช้ภาษาสะแลง

การเลือกใช้คำสะแลงโดยมากเป็นคำที่สร้างขึ้นใหม่ แต่เป็นที่ข้าใจของมวลชนโดยทั่วไป มักใช้ในภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียนการเลือกใช้คำสะแลงเพราะคำสะแลงเป็นคำที่เร้าอารมณ์ได้ดี ไม่ได้เป็นศัพท์ชั้นสูง แต่เป็นคำที่พบเห็นได้โดยทั่วไป โดยเฉพาะในหนังสือพิมพ์ คำสะแลงจึงเป็นคำที่ดึงดูดผู้อ่านได้เป็นอย่างดี ส่วนมากเป็นคำที่มีความหมายแฝง แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าเป็นคำที่ให้ความหมายครอบคลุม ดังตัวอย่างดังนี้

“แหกคุก”เริ่มพ่นพิษเด้งผู้คุมซี6เตรียมฟันตัวเบิ้ม

“แหกคุก” หมายถึง การหลบหนีออกจากที่คุมขังของนักโทษ

“พ่นพิษ” ทำให้เป็นอันตราย โดยนำมาเปรียบเทียบกับอาการที่งูจะทำร้ายคน

“เด้ง” หมายถึง ไล่ออก

“ฟันตัวเบิ้ม” จัดการกับผู้ที่เป็นหัวหน้าหรือผู้บงการอยู่เบื้องหลัง

การเลือกใช้คำเหล่านี้เป้นการเปรียบเทียบเพื่อให้ข่าวมีความน่าสนใจโดยใช้ภาษาที่มีความหมายแฝง

ผู้วิจัยมีความเห็นว่า ในบรรดาพาดหัวข่าวประเภทต่าง ๆ พาดหัวข่าวอาชญากรรมเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดเพราะภาษาที่ใช้มีความหลากหลาย ทั้งภาษาที่แสดงความรุนแรง ภาษาสร้างสีสัน การตั้งฉายา การสร้างคำใหม่โดยสื่อมวลชนเป็นผู้กำหนดขึ้นเอง ตลอดจนการใช้คำสะแลง คำคนองต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนพบเห็นโดยทั่วไปในพาดหัวข่าวอาชญากรรม ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาลักษณะการใช้ภาษาในการพาดหัวข่าวอาชญากรรม ตลอดจนศึกษาความหมายของถ้อยคำที่ใช้พาดหัวข่าว เพื่อให้การศึกษาครั้งนี้ได้เห็นภาพอย่างชัดเจน ผู้วิจัยจึงเลือกศึกษาเฉพาะพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน

ภาษาพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์มีลักษณะเด่น ๆ 4 ประการดังต่อไปนี้

1. ภาษาแสดงความรุนแรง ทั้งคำกริยาและคำขยาย
2. ภาษาสร้างสีสัน ด้วยการใช้คำขยาย การตั้งฉายา
3. ภาษาที่บอกจุดยืน ความรู้สึก และทัศนะทางการเมือง สังคม ของหนังสือพิมพ์หรือคนเขียนข่าว ดูจากการเลือกคำ ฉายา คำขยาย มักสรุปเอาเป็นความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนใหญ่ของสังคม หรือทัศนะของชาวบ้านร้านตลาดทั้งในเมืองนอกเมือง
4. ภาษาที่เป็นกันเอง พูดภาษาเดียวกัน มีภาษาพูด สะแลง สำนวน เหมือนภาษาชาวบ้านคนธรรมดาทั่วไป
จุดไฟเผา” , “ดับสยอง” ใช้คำที่แสดงความหวาดเสียว เร้าอารมณ์ให้ผู้อ่านรูสึกขนลุกขนพองตาม เป็นการฆ่าตัวตายที่ทรมาน

“จ่ามือปราบ”โชคร้ายยำอนาถ

ยำ ความหมายนัยตรงหมายถึง เป็นชื่อของอาหารชนิดหนึ่งมีรสเปรี้ยว
ยำมีความหมายแฝงไปทางลบ หมายถึง รุมทำร้าย เมื่อรวมกับคำขยายทำให้เห็นการรุมทำ
ร้าย ทำเกิดความเศร้า สลดใจ

ล่าโตเยาวราชยิงทิ้ง 3ศพ

“ยิงทิ้ง” โดยปรกติสิ่งที่จะทิ้งได้ก็คือสิ่งที่ไม่ใช้แล้ว ไม่มีประโยชน์ เช่น ขยะ เมื่อพิจารณาพาดหัวข่าวนี้ แสดงว่า โตเยาวราช เป็นขยะของสังคม เป็นภัยต่อสังคม ต้องกำจัดให้สิ้นซากจึงใช้คำว่า “ยิงทิ้ง”






หน่วยที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบสุขภาพ

ปรัชญาของระบบสุขภาพ

ระบบสุขภาพ หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ทั้งมวลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โดยมีขอบเขตและความหมายที่กว้างขวางเกี่ยวข้อง
กับเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่มีผลเกี่ยวข้องกระทบกับสุขภาพมากมายหลายด้าน ทั้งปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม
และปัจจัยด้านระบบบริการสุขภาพ
ระบบสุขภาพเป็นระบบที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาพตามความหมายที่กว้าง สุขภาพคือ สุขภาวะที่สมบูรณ์และเชื่อมโยงกัน
เป็นองค์รวมอย่างสมดุลทั้งมิติทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา สุขภาพมิได้หมายถึงเฉพาะความไม่พิการและความ
ไม่มีโรคเท่านั้น
ปรัชญาของระบบสุขภาพ
แนวคิดในการปรับปรุงพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทยมีพื้นฐานจากการคิดเชิงระบบ กล่าวคือ เป็นการคิด
วิเคราะห์อย่างเป็นขั้น เป็นตอน ครอบคลุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน และมีการออกแบบโครงสร้างของระบบให้แต่ละ
ส่วนมีบทบาทหน้าที่ที่ถูกต้องเหมาะสม และมีความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ อย่างเชื่อมโยง สอดคล้องสนับสนุน
ซึ่งกันและกัน จากแนวคิดพื้นฐานดังกล่าวจึงได้กำหนดปรัชญา เจตนารมณ์ และแนวคิดสำคัญของระบบสุขภาพของประเทศ
ไทยไว้ดังนี้
1. สุขภาพคือ สุขภาวะที่สมบูรณ์และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุลทั้งมิติทางกาย ทางจิต ทางสังคมและทางปัญญา
สุขภาพมิได้หมายถึงเฉพาะความไม่พิการและการไม่มีโรคเท่านั้น
2. การมีสุขภาพที่ดีจึงถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตและสังคม สุขภาพดีจึงควรเป็นทั้งอุดมการณ์และเป็นหลักประกันความ
มั่นคงของชาติ
3. สุขภาพดีต้องเป็นไปเพื่อคนทั้งมวล และคนทั้งมวลต้องร่วมสร้างสุขภาพที่ดี
4. หลักการสร้างสุขภาพควรเป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคคล ชุมชน และสภาพแวดล้อม
5. การปฏิรูประบบสุขภาพคือ การร่วมสร้างระบบสุขภาพที่พึงประสงค์ของสังคมไทยที่เป็นธรรมและตรวจสอบ ได้
สอดคล้องกับภูมิปัญญาและวิถีชีวิต บนพื้นฐานการพึ่งตนเอง
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของระบบสุขภาพ
การกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของระบบสุขภาพช่วยทำให้การปฏิรูปของระบบสุขภาพของไทยมีเป้าหมาย ทิศ
ทางการปรับเปลี่ยนระบบสุขภาพที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถนำเอาแนวคิดการปฏิรูปการ
ปฏิรูประบบสุขภาพไปประยุกต์ปรับใช้ในการสร้างสรรค์สร้างระบบสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
ระบบสุขภาพที่พึงประสงค์ควรมีพื้นฐานความคิดของการเคารพในสิทธิพลเมือง โดยมีแนวคิดสำคัญในการจัดบริการ
สุขภาพให้แก่ประชาชนที่ต้องมิใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐมีหน้าที่จัดให้มีการบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่าง
ครบถ้วน ทั่วถึง เป็นธรรม ได้มาตรฐาน มีคุณภาพเป็นที่พึงพอใจ โดยเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล รวมทั้งให้
ความสำคัญกับการดูแลข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลให้เป็นความลับส่วนบุคคล และมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ ความ
รับผิดชอบของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจน
เป้าหมายของระบบสุขภาพคือ ผลลัพธ์ที่มุ่งหวังต้องการให้บรรลุจากการพัฒนาระบบสุขภาพ ซึ่งเกิดขึ้นจากการจัดวาง
โครงสร้างและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ ระบบย่อยต่างๆ รวมทั้งการจัดการปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพให้มีความถูกต้อง
เหมาะสม มีความสมบูรณ์ ครอบคลุม ครบถ้วน โดยมีนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพและนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ซึ่งมี
กระบวนการกำหนดและผลักดันนโยบายแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพอย่างกว้างขวาง มีการส่งเสริมให้
ประชาชน ชุมชน และภาคีเครือข่ายสุขภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง นโยบาย ยุทธศาสตร์ การพัฒนาสุขภาพ
ของประเทศ เป็นแนวทางดำเนินงานเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 13 ให้มีคณะกรรมการสุขภาพ
แห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ เพื่อให้เกิดกระบวนการขับเคลี่อนผลักดัน
นโยบายแบบมีส่วนร่วม และบรรลุตามเป้าหมายของระบบสุขภาพที่พึงประสงค์
องค์ประกอบของระบบสุขภาพ
1. ส่วนของการจัดสรรทรัพยากร ทรัพยากรที่จัดสรรที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สามารถให้บริการประชาชนได้
ประกอบด้วย
- บุคลากรสาธารณสุข
- สิ่งอำนวยความสะดวกทางสาธารณสุข
- เวชภัณฑ์และเครื่องมือหรืออุปกรณ์
- องค์ความรู้ด้านสาธารณสุข
2. การจัดองค์การของโครงการ (Organization of Program) ระบบสาธารณสุขแห่งชาติจะต้องอยู่ในความรับผิดชอบของกลุ่ม
ต่างๆ ในสังคม ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น
- กระทรวงสาธารณสุข
- หน่วยงานด้านสาธารณสุขในกระทรวงอื่น ๆ
- องค์การอาสาสมัคร
- รัฐวิสาหกิจ
- ตลาดเอกชน
3. การสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ (Economic Support) ระบบสาธารณสุขแห่งชาติจะต้องอาศัยการสนับสนุนทางด้าน
งบประมาณจาก
- ภาษีเงินได้
- การประกันสังคม
- ประกันแบบสมัครใจ
- การบริจาคเพื่อการกุศล
- จากบุคคลและครอบครัว
- การสนับสนุนจากองค์การระหว่างประเทศ
4. การบริหารจัดการ (Management) ซึ่งประกอบด้วยหลายๆ กระบวนการ เช่น
- การวางแผน
- การบริหาร
- การสร้างกฎระเบียบ
- การออกกฎหมาย
5. การให้บริการสาธารณสุข (Delivery of Health Services) แบ่งออกได้เป็นหลายวิธี เช่น แบ่งตามลักษณะทางชีวภาพ
- การป้องกัน
- การรักษาโรค
- การส่งเสริมสุขภาพ
- การฟื้นฟูสภาพ
หรือแบ่งตามลักษณะโครงสร้างขององค์กรสาธารณสุข หรือระดับของการให้บริการ เช่น
- การบริการขั้นพื้นฐานหรือปฐมภูมิ
- การบริการขั้นทุติยภูมิ
- การบริการขั้นตติยภูมิ
- การบริการเฉพาะโรค
พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หมวด 5 มาตรา 46 ระบุให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คตส.) จัดทำ
ธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้าน
สุขภาพของประเทศ และทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติอย่างน้อยทุก 5 ปี
องค์ประกอบที่สำคัญ หรือระบบย่อยของระบบสุขภาพควรมีความครอบคลุม ครบถ้วนในมิติที่กว้างสัมพันธ์เชื่อมโยง
เกี่ยวข้องกับปัจจัยกำหนด สุขภาพในทุกด้าน ได้แก่การสร้างหลักประกันสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุม
โรคและปัจจัยที่คุกคามสุขภาพ บริการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านไทย และการแพทย์ทางเลือก การคุ้มครองผู้บริโภค
การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสุขภาพ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ การผลิตและพัฒนาบุคลากรด้าน
สาธารณสุข และการเงินการคลังสุขภาพ
ระบบบริการสุขภาพ
แนวคิดสำคัญของระบบบริการสุขภาพ โครงสร้างของระบบบริการสุขภาพควรมีการออกแบบให้มีความเหมาะสม
สอดคล้อง และสามารถตอบสนองต่อความจำเป็น ความต้องการทางด้านสุขภาพ รวมทั้งเป็นระบบบริการสุขภาพที่สามารถ
ดำเนินการแก้ไขปัญหาสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิผล มีประสิทธิภาพ โดยมีการจัดสรรและการบริหารทรัพยากรสาธารณสุข
อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ควรคำนึงถึงบริบท สภาพแวดล้อมของระบบสุขภาพ เช่น สถานะทางเศราฐกิจและสังคมของประเทศเป็น
ต้น รวมทั้งควรมีการบริหารความเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม เพื่อให้ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปอย่าง
ราบรื่น เกิดความยอมรับ เห็นพ้องต้องกันกับบุคคลและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องทำให้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีความยั่งยืน
แนวคิดของการส่งเสริมสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพ คือ กบวนการซึ่งทำให้ประชาชน สามารถเพิ่มการควบคุมหรือจัดการ
สุขภาพของตน และทำให้สุขภาพดีขึ้น โดยการบรรลุถึงสุขสภาวะ ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมได้ ปัจเจกชน หรือกลุ่มบุคคล
จะต้องพอใจในสิ่งที่ตนปรารถนา และสามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สุขภาพจึงมีมิติทั้งส่วนที่เป็น
ทรัพยากรส่วนบุคคลและของสังคม และเป็นความสามารถทางกายภาพ การส่งเสริมสุขภาพจึงไม่ไช่ความรับผิดชอบ แต่
เฉพาะของภาคสุขภาพเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมตั้งแต่ลีลาชีวิตส่วนบุคคล อันเปี่ยมด้วยสุขภาพไปจนถึงความอยู่ดีกินดีอีกด้วย
ทั้งนี้มีกลยุทธ์ในการส่งเสริมสุขภาพ 5 ประการดังนี้
1. การให้ข้อมูลข่าวสาร และให้การศึกษาแก่สาธารณะ
2. การชี้นำสาธารณะ
3. การตลาดทางสังคม ใช้แนวคิดทางการตลาดมาประยุกต์กิจกรรมรณรงค์ในด้านต่างๆ ทางสังคม
4. การช่วยให้มีความสามารถ ส่งเสริมให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน มีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพด้วยตนเอง
5. การไกล่เกลี่ยประสาน เช่น ออกกฎหมายลดทอนบรรเทาควบคุมปัจจัยลบ ผลเสียต่อสุขภาพ กฎหมายควบคุมบริโภคยาสูบ
สำหรับวิธีการในการส่งเสริมสุขภาพประกอบด้วย
1. การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
2. การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอี้อต่อสุขภาพ
3. การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
4. การปรับเปลี่ยนการให้บริการสุขภาพ
5. การพัฒนานักส่งเสริมสุขภาพ
แนวคิดของการป้องกันและละควบคุมโรค
การเกิดโรคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 อย่าง ได้แก่
1. สิ่งที่ทำให้เกิดโรค (Agent) มีทั้งปัจจัยทางกายภาค เคมี สรีรวิทยา ทางจิต ทางพันธุกรรม ทางอาหารและพวกเชื้อโรค
2 . คน หรือชุมชน (Host) มีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคได้แตกต่างกัน มีทั้งปัจจัยทางชีวภาพและปัจจัยทางพฤติกรรม
3. สิ่งแวดล้อม (Environment) มีทั้งปัจจัยทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ และทางเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งในสภาวะที่ไม่มีโรคนั้น ปัจจัย
ทั้งสามจะอยู่ในภาวะสมดุลกัน แต่เมื่อใดก็ตามที่ปัจจัยทั้งสามเกิดความไม่สมดุล ด้วยลักษณะหรือสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้
เกิดโรคขึ้นในมนุษย์ได้
แนวคิดการป้องกันและควบคุมโรค มีความเหลื่อมซ้อนกันกับแนวคิดในการส่งเสริมสุขภาพ และการพื้นฟูสภาพ ทั้งนี้
เนื่องจากเป็นไปตามธรรมชาติและระยะของการเกิดโรคในมนุษย์ โดยการป้องกันและควบคุมโรคมีความหมายที่ครอบคลุม
กิจการต่างๆ ที่กระทำและมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงเฉพาะโรคบางโรคหรือเพื่อปัจจัยที่มีผลช่วยลดความไวของการติด
เชื้อตลอดจนการหยุดการลุกลามของโรคสำหรับกรณีที่เกิดโรคแล้ว และอาจหมายรวมถึงการฟื้นฟูสภาพ สำหรับกรณีที่มีการ
สูญเสียของอวัยวะจากการเกิดโรค ทั้งนี้สามารถแบ่งการป้องกันและควบคุมโรค และส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งเสริมสุขภาพ
และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ตามระยะของการเกิดโรคออกเป็นระดับได้ดังนี้
1. การส่งเสริมสุขภาพให้มีความแข็งแรงสามารถต้านทานการเกิดโรคได้
2. การป้องกันโรคโดยการลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค โดยการใช้การป้องกันเฉพาะอย่าง
3. การสกัดกั้นโรค และบูรณให้กลับเป็นปกติ ได้แก่ การวินิจฉัยให้เร็ว และทำการรักษาโดยทันที และการจำกัดหรือลดความ
ไร้สมรรถภาพ
4. การหยุดยั้งโรค และฟื้นฟูให้อวัยวะที่เสียหาย สามารถใช้งานได้ ได้แก่การฟื้นฟูสภาพ
แนวคิดสำคัญของระบบบริการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย แพทย์ทางเลือก
การแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย และแพทย์ทางเลือกสามารถมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพของคนไทยได้
เช่นเดียวกับแพทย์ตะวันตก โดยเฉพาะการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพสำหรับกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ โรคเรื้อรัง โรคที่เกิดจาก
ภาวะความเสื่อมของระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายตามอายุขัยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนา
การแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านและแพทย์ทางเลือกในปัจจุบันคือการพลิกฟื้นนำเอาภูมิปัญญา องค์ความรู้ ให้กลับมามี
บทบาทสำคัญในระบบสุขภาพของชาติร่วมกับการแพทย์แผนตะวันตก โดยมีการรวบรวม จักเก็บ ประเมิน และพัฒนาต่อยอด
ความรู้แพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทยและแพทย์ทางเลือกที่มีหลักฐานพิสูจน์ยืนยันถึงประสิทธิผล ประสิทธิภาพ มีความ
ปลอดภัยและมีความเหมาะสมในด้านราคา เพื่อนำเผยแพร่สู่สาธารณชน เป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนา
กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอแผนยุทธศาสตร์ชาติการพัฒนาภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไทย พ.ศ. 2550- 2554
ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ดังนี้
1. การสร้างและจัดการความรู้ ด้านการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน และแพทย์ทางเลือก
2. การพัฒนาระบบสุขภาพ และระบบบริการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย และแพทย์ทางเลือก
3. การพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย และแพทย์ทางเลือก
4. การพัฒนทยาไทยและยาสมุนไพร
5. การคุ้มครองภูมิปัญญาไทยด้านการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย และแพทย์ทางเลือก
ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ด้านสาธารณสุข
ทรัพยากรมนุษย์ด้านสาธารณสุขมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบสุขภาพ และระบบบริการสุขภาพเนื่องจากบุคลากร
ทางการแพทย์และสาธารณสุขเป็นผู้ที่นำเอาความรู้ ความชำนาญ เทคโนโลยีการแพทย์ ตลอดจนทรัพยากรสุขภาพด้านต่างๆ
ไปใช้ในการจัดให้เกิดการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีประสิทธิผลประสิทธิภาพ มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่พึง
พอใจให้แก่ผู้รับบริการ นอกจากนี้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในด้านบุคลากรยังมีสัดส่วนที่สูงมากกว่าค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพที่เป็น
ทรัพยากรสุขภาพอื่นๆ รวมกัน โดนต้นทุนค่าแรงมีสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพทั้งหมด จึงต้องมี
การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ด้านสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ
ความสำคัญของการสร้างและจัดการความรู้ด้านสุขภาพ
ความรู้ สารสนเทศ และข้อมูลถือได้ว่าเป็นทรัพยากรสุขภาพที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการ
พัฒนาสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิผล มีประสิทธิภาพโดยที่ความรู้เป็นข้อมูลที่มีความหมาย ทำนาย หรือ อธิบาย
สภาพการณ์ต่างๆ ได้ ความรู้จึงมีระดับคุณค่าที่สูงกว่าในแง่ของการนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นระบบสุขภาพและ
ระบบบริการสุขภาพจะสามารถมีและประยุกต์ความรู้ได้อย่างเหมาะสมทันต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วหรือไม่
นั้น จะต้องมีการสร้างและการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพ
ความสำคัญของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ
การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพเป็นเครื่องมือและมาตรการที่มีความสำคัญและสามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหา
สุขภาพได้ ข้อมูลข่าวสาร และองค์ความรู้หรือข่าวกรองที่เกิดจากข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการ
ดำเนินงานทางสุขภาพ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ทางสุขภาพการจัดสรรทรัพยากรทางสุขภาพการปฏิบัติการ
เพื่อแก้ไขปัญหาปัญหาสุขภาพ การเคลื่อนไหวทางสุขภาพ และการตระหนักรู้ทางสุขภาพของประชาชน
ความสำคัญของนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ หมายถึง นโยบายสาธารณะที่แสดงออกถึงความห่วงใยในเรื่องสุขภาพอย่างชัดเจน และพร้อม
ที่จะรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสุขภาพ อันอาจเกิดจากนโยบายนั้นๆ เป็นเครื่องมือสำคัญประการหนึ่งของการส่งเสริม
สุขภาพ ทั้งนี้นโยบายสาธารณะและการใช้จ่ายทรัพยากรของรัฐบาลในทุกกระทรวง ทบวง กรม ล้วนมีผลอย่างมากต่อสภาพ
ชีวิตความเป็นอยู่ และสุขภาพของประชาชน ทั้งในทางบวกและทางลบการพัฒนาสุขภาพให้ได้ผลจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบ
ของนโยบาย มาตรการ และแผนงานโครงการสาขาต่างๆ ของรัฐบาล และแสวงหาแนวทางปรับเปลี่ยนทิศทางของนโยบาย
เหล่านี้ให้เป็นไปในทิศทางที่ก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพมากที่สุด
ความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ
การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพได้ทวีความสำคัญมากเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามสภาพความเปลี่ยนแปลงทาง
เศรษฐกิจและสังคมที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยมีขอบเขตของการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพที่
กว้างขวางทั้งในเรื่องอาหาร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และบริการทางด้านสุขภาพ ซึ่ง
ล้วนแล้วเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และมีผลต่อสุขภาพ
ความสำคัญของกฎหมายและการบังคับใช้เพื่อพัฒนาสุขภาพ
กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการบริหาร และเป็นมาตรการหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนา
สุขภาพของประชาชน โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณะที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อเป็น กรอบแนวทางการปฏิบัติ โดยมี
เจตนารมณ์เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ด้วยความปกติสุข กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสุขภาพอาจเป็นไปในลักษณะ
ของการเอื้ออำนวยให้เกิดการกำหนดระบบ โครงสร้าง หน่วยงาน และเงื่อนไขที่ใช้ดำเนินการเพื่อการพัฒนาสุขภาพ การ
แก้ไขปัญหาสุขภาพ รวมทั้งเอื้ออำนวยให้เกิดการสร้างเงื่อนไขให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทางด้าน
สุขภาพ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กฎหมายในลักษณะนี้มักไม่มีบทลงโทษ หรืออาจกล่าวได้ว่า มีลักษณะเป็นกฎหมาย
มหาชน หรืออาจมีลักษณะของการกำหนดหลักเกณฑ์ แนวทางและข้อปฏิบัติเพื่อเป็นการคุ้มครองสุขภาพ กฎหมายลักษณะนี้
จะมีการกำหนดหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน
ที่มา : ชุดวิชา 54102 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช






สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ปัญหามลพิษที่จะเกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนมีมากมาย มิใช่แต่เพียงมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ หรือทางดินที่เรารู้จักกันดีเท่านั้น การที่สภาวะแวดล้อมของเราเปลี่ยนแปลงไปตามความจำเป็นของการพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้นั้น หากมิได้มีการวางแผนอย่างถี่ถ้วนรัดกุม การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอาจกลายเป็นปัญหามลพิษ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้คนได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับเมืองเรา คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกรุงเทพมหานครได้ก่อให้เกิดปัญหาสภาวะแวดล้อมอย่างมากมาย จนกระทั่งบางเรื่องอาจลุกลามใหญ่โตจนไม่สามารถแก้ไขได้ในสภาวะเศรษฐกิจของประเทศเรา
การที่เมืองขยายออกไป ผืนดินที่ใช้ทางการเกษตรที่ดีก็ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นที่อยู่อาศัย ที่ซึ่งเป็นที่ลุ่มกลับกลายเป็นแหล่งชุมชน คลองเพื่อการระบายน้ำถูกเปลี่ยนแปลงเป็นถนนเพื่อการคมนาคม แอ่งที่จะเป็นที่ขังน้ำถูกขจัดให้หมดไปด้วยสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เมื่อถึงหน้าน้ำหรือเมื่อฝนตกใหญ่ กรุงเทพมหานครจะประสบปัญหาน้ำท่วมทุกครั้ง น้ำท่วมก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพมากมาย เริ่มต้นด้วยโรคน้ำกัดเท้า และต่อไปก็อาจเกิดโรคระบาดได้
ปัญหาขยะก็เป็นมลพิษที่สำคัญอีกประการหนึ่ง หากเมืองใหญ่ขึ้น ผู้คนมากขึ้น ของทิ้งก็ย่อมเพิ่มมากขึ้นเป็นธรรมดา การเก็บขยะให้หมดจึงเป็นปัญหาสำคัญของเมืองใหญ่ ๆ ต่าง ๆ หากเก็บขยะไปไม่หมด ขยะก็จะสะสมหมักหมมอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นที่เพาะเชื้อโรค และแพร่เชื้อโรค ทำให้เกิดลักษณะเสื่อมโทรมสกปรก นอกจากนี้ ขยะยังทำให้เกิดมลพิษทางน้ำ เมื่อมีผู้ทิ้งขยะลงไปในน้ำ การเน่าเสียก็จะเกิดขึ้นในแหล่งนั้น ๆ

การจราจรที่แออัดนอกจากเกิดปัญหามลพิษทางอากาศแล้วยังมีปัญหาในเรื่องเสียงติดตามมาด้วย เพราะยวดยานที่ผ่านไปมาทำให้เกิดเสียงดังและความสะเทือน เสียงที่ดังเกินไปจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ บางคนดัดแปลงยานพาหนะของตนไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ทำให้เสียงดังกว่าปกติ โดยนิยมกันว่าเสียงที่ดังมาก ๆ นั้นเป็นของโก้เก๋ คนเหล่านั้นหารู้ไม่ว่าตนกำลังทำอันตรายให้เกิดขึ้นทั้งกับตัวเองและกับผู้อื่น เสียงที่ดังเกินขอบเขตจะทำให้เกิดอาการทางประสาท ซึ่งอาจแสดงออกเป็นอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หรือทางอารมณ์ เช่น เกิดอาการหงุดหงิด ใจร้อนควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ เป็นต้น นอกจากนี้เสียงที่ดังเกินไปอาจทำให้เกิดความเสื่อมกับอวัยวะในการรับเสียงอีกด้วย ผู้ที่ฟังเสียงดังเกินขอบเขตมาก ๆ จะมีลักษณะหูเสื่อม ทำให้การได้ยินเสื่อมลง เป็นต้น
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือปัญหาสารมลพิษที่แปลกปลอมมา ในสิ่งที่เราจะต้องใช้บริโภค อาหารที่เราบริโภคกันอยู่ในทุกวันนี้อาจมีสิ่งเป็นพิษแปลกปลอมปนมาได้ โดยความบังเอิญหรือโดยความจงใจ
การใช้สารมีพิษเพื่อการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ความสนใจในโทษของสารเคมีที่ใช้ในการปราบศัตรูพืชยังมีน้อยมาก ในประเทศไทย วัตถุมีพิษที่ใช้ในกิจการดังกล่าวส่วนใหญ่สั่งซื้อมาจากต่างประเทศ ที่นิยมใช้กันอยู่มีประมาณ 100 กว่าชนิด วัตถุมีพิษเหล่านี้ผสมอยู่ในสูตรต่าง ๆ มากกว่า 1,000 สูตร เมื่อมีการใช้วัตถุมีพิษอย่างแพร่หลายมากเช่นนี้ สารมีพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม และสารมีพิษตกค้างในอาหาร ซึ่งทำให้ทั้งคนและสัตว์ได้รับอันตราย จึงปรากฎมากขึ้น จากการวิเคราะห์ตัวอย่างต่าง ๆ พบว่า ปริมาณสารมีพิษประเภทยาฆ่าแมลงต่าง ๆ ที่ตกค้างในน้ำและในสัตว์น้ำมีแนวโน้มของการสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าบางกรณีปริมาณวัตถุมีพิษที่สะสมอยู่ในสัตว์น้ำที่ประชาชนใช้บริโภคอยู่ จะมีค่าต่ำกว่ามาตรฐานที่บางประเทศกำหนดไว้ก็ตาม หากคิดว่าโดยปกติคนไทยจะนิยมบริโภคสัตว์น้ำเป็นอาหารหลักด้วยแล้ว ปัญหานี้ก็จะเป็นเรื่องที่น่ากลัวอันตรายมาก




.

.