วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

นักวิชาการเตือน ทางด่วน-สะพานทั่วกรุง เสี่ยงถล่มหากแผ่นดินไหว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2554 16:48 น.


http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000119310



นัก วิชาการ เตือน สะพาน-ทางด่วน ทั่วกรุงเสี่ยงถล่มหากเกิดแผ่นดินไหว จี้รัฐเร่งตรวจสอบ หวั่นแผ่นดินไหวถล่ม แนะเจ้าของตึกเก่าเสริมความแข็งแรงอาคารควักเงินลงทุนแค่ 3-5% เสนอตั้งหน่วยงานกลางตรวจสอบอาคาร ด้าน กทม.แฉ วิศวกรไร้จรรยาบรรณ ปลอมลายเซ็นอื้อ ขณะที่ “เป็นหนึ่ง” เผยโมเดลเชียงใหม่ ระบุ หากแผ่นดินไหว 5.7 ริกเตอร์ ทำเมืองราบเป็นอัมพาต 2-3 ปี เสียหาย 1.5 แสนล้าน คนตายถึง 8 พัน



วันนี้ (19 ก.ย.) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักสำนักการโยธา (สนย.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “การเตรียมความพร้อมในการรับมือแผ่นดินไหว” โดยมีรศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย อาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) หัวหน้าโครงการลดภัยพิบัติ จากแผ่นดินไหวในประเทศไทย รศ.ดร.วิโรจน์ บุญญภิญโญ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร.อมร พิมานมาศ ประธานคณะอนุกรรมการวิศวกรรมโครงสร้าง และสะพาน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสถ.) นายพินิต เลิศอุดมธนา ผู้ อำนวยการกองควบคุมอาคาร สำนักการโยธา กทม.และ นางคะนึงนิจ สุจิตจร ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการรักอบธุรกิจประกัน ภัย ร่วมเสวนาซึ่งมีเจ้าของอาคารในพื้นที่กทม.ร่วมรับฟังประมาณ 250 คน



รศ.ดร.เป็น หนึ่ง กล่าวถึงภาพรวมแผ่นดินไหวในประเทศไทยและพื้นที่ กทม.ว่า แผ่นดินไหวไม่ได้เกิดกระจายในทุกๆ ที่แต่เกิดบางแนว เช่น ที่ประเทศญี่ปุ่นและอินโดนีเซียจะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่วนของประเทศไทยไม่มีเกิดขึ้นตรงๆ ยกเว้นบางบริเวณที่เกิดมากๆ คือ บริเวณแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกซึ่งมีการชนกัน การมุดเสยกันระหว่างแผ่นแนวรอยต่อซึ่งที่ใกล้ไทยที่สุดคือ ทะเลอันดามันอันได้แก่เปลือกโลกยูเรเชียน และแผ่นเปลือกโลกอินโดยูเรเชียนที่มุดเข้ากับเปลือกยูเรเชียนแล้วทำให้เกิด สึนามิ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ทั้งนี้ ประเทศไทยเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงสุดวัดได้ 6.5 ริกเตอร์ ที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2478 แต่เหตุแผ่นดินไหวครั้งนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดพิบัติภัย อย่างไรก็ตาม ไทยมีโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8-7.5 ริกเตอร์ แต่อาจจะต้องใช้เวลานาน เนื่องจากต้องมีการสะสมพลังงานเป็นพันๆ ปี ซึ่งภาคเหนือจะมีความเสี่ยงอย่างชัดเจน



รศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ หากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นแล้ว มีผู้ติดอยู่ในตัวอาคารที่พังถล่มลงมาซึ่งหากไม่สามารถช่วยชีวิตได้ภายใน 1 วัน 90% ของคนที่ยังติดค้างอยู่ในนั้นจะเสียชีวิต ดังนั้น หัวใจสำคัญ คือ จะต้องสร้างสิ่งปลูกสร้างให้ทนต่อแผ่นดินไหว ทั้งนี้ งานวิจัยพบว่ากทม.มีสภาพดินอ่อนซึ่งหากเกิดแผ่นดินไหวจะสามารถขยายความ รุนแรงได้เพิ่มเป็น 3 เท่า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออาคารสูง แม้จะเกิดแผ่นดินไหวจากที่อื่น เช่น ที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ เมื่อปี 2528 เกิดแผ่นดินไหวในทะเล แต่กลับได้รับผลกระทบร้ายแรง ซึ่งผลวิจัยภายหลังเกิดเหตุระบุชัดว่าสภาพดินอ่อนเป็นปัจจัยสำคัญอันเนื่อง มาจากพื้นที่นี้เดิมเคยเป็นทะเลสาบเก่ามาก่อน ซึ่ง กทม.ก็เหมือนกับกรุงเม็กซิโกซิตี้ ที่มีสภาพเป็นดินอ่อนแบบพิเศษ ดังนั้น หากเกิดแผ่นดินไหวอาจทำให้ได้รับผลกระทบแบบเดียวกันโดยรอยเลื่อนที่ใกล้ กทม.ที่สุด คือ แนวรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ระยะทางประมาณ 200 เมตร



ขณะ ที่ปัญหาที่เรากำลังประสบอยู่ในขณะนี้คือคนยังไม่ค่อยรู้และยัง ใช้ไม่เป็น เกี่ยวกับมาตรฐานประกอบการออกแบบอาคารเพื่อต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน ไหว หรือ มยผ. 1301 (ปรับปรุงครั้งที่ 1) พ.ศ.2554 และมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว หรือ มผย.1302 พ.ศ.2552 ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดคือปัญหาคารที่สร้างไปแล้วที่ไม่ได้ออกแบบให้ต้านแผ่นดินไหว โดยเฉพาะอาคารในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตก



“ได้มีการ ทดลองโมเดลการสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวขนาด 5.7 ริกเตอร์ มีจุดศูนยกลางห่างจากจังหวัดเชียงใหม่ 7 กิโลเมตร จะพบว่าจากโมเดลดังกล่าวจะส่งผลให้จังหวัดเชียงใหม่ได้รับความเสียหายอย่าง มาก จะมีผู้เสียชีวิตถึง 8,000 คน สูญเสียทรัพย์สินมูลค่ารวม150,000 ล้านบาท และจะทำให้เมืองเชียงใหม่ตกอยู่ในภาวะอัมพาตไป 2-3 ปี อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโมเดลแผ่ยดินไหวในพื้นที่กทม.ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนิน การ” รศ.ดร.เป็น หนึ่งกล่าวและว่า ส่วนการแก้ปัญหาควรจะเริ่มที่การทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะหากประชาชนมีความเข้าใจก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่การเรียนการสอนการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวควรขยายตัวไปยังระดับ ปริญญาตรี เพราะที่มีในปัจจุบันมีการเรียนการสอนในระดับชั้นปริญญาโทเพียง บางมหาวิทยาลัยเท่านั้น ขณะเดียวกัน มยผ.ซึ่งจะมีรายละเอียดค่อนข้างมากอีกทั้งยังไม่มีในการเรียนการสอนจึงอาจทำ ให้วิศวกรทำไม่ถูก นอกจากนี้ อาคารที่มีการก่อสร้างไปแล้วก่อนที่กฎกระทรวงใหม่ออกมาควรที่จะมีการเสริม แรงค้านแผ่นดินไหวโดยเริ่มที่อาคารสำคัญๆ ก่อนแต่จะต้องเข้าสู่กฎหมายดัดแปลงอาคารอันทำให้เป็นอุปสรรคในการเสริมกำลัง อาคาร แต่หากมีการจูงใจด้วยการลดหย่อนภาษีก็จะทำให้เจ้าของอาคารหันมาสนใจมากขึ้น



หัว หน้าโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ดี ตนเองอยากจะเน้นที่อาคารที่จะสร้างขึ้นใหม่ซึ่งปัญหา คือ เราจะเชื่อเพียงวิศวกรเพียงอย่างเดียวซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าควรจะให้ บุคคลที่ 3 คือ ผู้ตรวจสอบอาคารเข้ามาช่วยตรวจสอบแต่ระบบการตรวจสอบของบ้านเราที่ปฏิบัติ อยู่ในปัจจุบันนั้นค่อนข้างเละเทะ



ด้าน รศ.ดร.อมร เปิดเผยว่า เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.7 ริกเตอร์ ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่มีจุดศูนย์ศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศพม่าและเกิดแรงสั่นสะเทือนถึง พื้นที่ภาคเหนือและอาคารสูงของ กทม.มีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ โดยสถิติในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงระดับเดียวกันถึงกว่า 30 ครั้ง หรือเฉลี่ยปีะละประมาณ 1 ครั้ง แต่ไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อใด ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือหมอดูก็ตาม ดังนั้นจึงไม่อาจชะล่าใจได้และควรเตรียมการรับมือด้วยการปรับปรุงแก้ไขความ มั่นคงแข็งแรงของอาคารให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย



“สิ่งที่ น่าเป็นห่วงนอกเหนือจากอาคารถล่ม ก็คือ ทางด่วน และสะพานต่างๆ มีโอกาสที่คานจะหล่นจากหัวเสาได้ง่าย เพราะพื้นที่การตั้งวางมีระยะหมิ่นเหม่ต่อการตกมาก เมื่อเกิดแผ่นดินไหวก็อาจเคลื่อนตัวและหล่นลงมาได้ สะพาน และทางด่วนเหล่านี้แม้จะแข็งแรงก็จริง แต่ก็ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานรองรับที่ชัดเจน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งสำรวจตรวจสอบ เพราะการเกิดแผ่นดินไหวทำให้มีผู้เสียชีวิตเพียง 50% เท่านั้น แต่อีก 50% เสียชีวิตเพราะถูกสิ่งของหล่นทับ” รศ.ดร.อมร กล่าว



รศ.ดร.อมร กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของ แผ่นดินไหว พ.ศ.2550 แต่ก็ไม่มีผลควบคุมย้อนหลังถึงอาคารเก่าที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 ฉะนั้น เจ้าของอาคารควรให้ความสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขอาคารจะช่วยลดความ รุนแรงของภัยพิบัติลงได้ โดยใช้งบลงทุนเพียงแค่ 3-5% ของการก่อสร้างอาคารเท่านั้น ใช้วิธีเสริมปลอกเหล็กเพิ่มเติมที่โคนเสาหรือหุ้มโคนเสาด้วยแผ่นคาร์บอนไฟ เบอร์ ซึ่งเหตุแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่นที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนน้อย เพราะตัวอาคารมีการออกแบบให้มีความเหนียวเป็นพิเศษ สามารถโยกตัวได้โดยไม่ถล่ม

ทั้งนี้ ลักษณะของอาคารที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ตึกแถว ซึ่งใช้เสาขนาดเล็ก แต่คานใหญ่ อาคารจอดรถที่มีการแบ่งซอยพื้นที่จอดหลายชั้น โดยไม่มีคานรองรับ อาคารสูงที่ผนังชั้นล่างเปิดโล่งจะทำให้เสาอาคารมีโอกาสทรุดตัวได้ง่าย รวมทั้งบ้านเดี่ยวหรืออาคารที่ใช้ชิ้นส่วนสำเร็จในการก่อสร้าง ซึ่งไม่สามารถมั่นใจได้ว่ารอยต่อของแต่ละชิ้นส่วนจะแนบสนิทหรือแข็งแรงเพียง พอหรือไม่ นอกจากนี้ยังรวมถึงตึกสูงที่มีการออกแบบที่ผิดแปลกทำให้มีความเสี่ยงที่โครง สร้างอาคารจะถล่มได้



ประธานคณะอนุกรรมการวิศวกรรมโครงสร้าง กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง 2550 ใน 4 ประเด็นให้ครอบคลุมอาคารเสี่ยงทุกประเภท ได้แก่ 1.อาคาร 1-2 ชั้น ที่มีความสูงตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้รอยเลื่อนแผ่นดินไหวทางภาคเหนือและภาคตะวันตก 2.กำหนดพื้นที่ซึ่งเป็นดินอ่อน ปัจจุบันมีเพียง 5 จังหวัดคือ กทม.และปริมณฑล แต่ควรขยายให้ครอบคลุม 14 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง ท่าจีน และเจ้าพระยา 3.เพิ่มการควบคุมอาคารประเภทโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานสารเคมีหรือวัตถุไวไฟ รวมทั้งสะพานและทางด่วนต่างๆ และ 4.ขยายขอบเขตการควบคุมอาคารเสี่ยงบริเวณภาคอีสานตอนบน ได้แก่ หนองคาย อุดรธานี และสกลนคร ซึ่งอยู่ใกล้รอยเลื่อนแผ่นดินไหวในประเทศลาว



ประธาน คณะอนุกรรมการวิศวกรรมโครงสร้าง กล่าวด้วยว่า ในอนาคตควรมีการตั้งหน่วยงานเฉพาะในการควบคุมและตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง ของอาคารเก่าเพื่อรับมือภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันภาคเอกชนมีการปรับปรุงแก้ไขอาคารในลักษณะต่างคนต่างทำ ทำให้การตรวจสอบยังไม่ทั่วถึง



ด้าน นายพินิต กล่าวว่า แม้รัฐจะมีการออกกฎกระทรวงที่รัดกุมแค่ไหนก็ตาม แต่หากทำไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ โดยปัญหาสำคัญ คือ จรรยาบรรณทางวิชาชีพของวิศวกรผู้ออกแบบอาคาร ส่งผลให้มาตรการควบคุมของรัฐล้มเหลว



“ทุกวันนี้เกิดปัญหา วิศวกรยื่นแบบขออนุญาตก่อสร้างอาคารไม่ตรงตาม ความเป็นจริง โดยเอาแบบอื่นมาสวมแทน อีกทั้งมีการเซ็นชื่อในใบประจำตัววิศวกรแทนกัน นอกจากนี้ยังมีปัญหากระบวนการตรวจสอบ เนื่องจากเจ้าพนักงานไม่เพียงพอ” นายพินิต กล่าว



อย่างไรก็ตาม นายพินิต กล่าวว่า ทางสำนักการโยธาอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นรูปธรรมมาก ขึ้น เพื่อจูงใจให้เจ้าของอาคารเก่ามายื่นเรื่องขอตรวจสอบอาคาร เช่น มาตรการด้านภาษี โดยออกข้อบัญญัติลดหย่อนภาษีให้กับผู้ประกอบการที่มีการเสริมความมั่นคง อาคาร เป็นต้น



ความคิดเห็นที่ 4





ได้แต่ภาวนาอย่าให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในไทยเลย
007



ความคิดเห็นที่ 1 +1




มาดูสะพานปากเกร็ด พระราม4 เสาบางๆไงไม่รู้


ชาวบ้านจันทบุรีโอด เทศบาลทิ้งขยะทำถนนเสียหาย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2554 16:28 น.

http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000119279



จันทบุรี-ชาว บ้านร้องสื่อ หลังได้รับความเดือดร้อนจากขยะที่เทศบาลปากน้ำแหลมสิงห์ได้นำมาทิ้ง จนเป็นสาเหตุให้ถนนพังเสียหาย ไร้การปรับปรุง จนชาวบ้านสัญจรไปมาไม่สะดวก

วันนี้ (19 ก.ย.) ชาวบ้านกว่า 20 คน ได้เข้าร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวว่า ที่บริเวณหมู่ที่ 14 บ้านเขาน้อย ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เป็นสถานที่ทิ้งขยะของเทศบาลตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ ซึ่งห่างจากชุมชนประมาณ 2 กิโลเมตร ไม่เคยได้รับการดูแลเอาใจใส่ ให้เป็นระเบียบและถูกสุขลักษณะ จากเจ้าหน้าที่ของเทศบาลฯแต่อย่างใด มีการปล่อยปะละเลยมาตลอด

เส้นทางผ่านกองขยะที่เจ้าหน้าที่ของเทศบาลฯ นำมาทิ้ง ชาวบ้านจะใช้เป็นเส้นทางสัญจรเพื่อเดินทางไปทำนาตลอดมา ซึ่งจากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านได้รับเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะถนนเป็นหลุมเป็นบ่อลึก จนรถยนต์ของชาวบ้าน และรถจักรยานยนต์ไม่สามารถวิ่งผ่านไปมาได้ในช่วงฝนตก แถมกองขยะที่นำมาทิ้งก็ปิดเส้นทางน้ำอีกด้วย จนทำให้นาข้าวต้องถูกน้ำท่วมและต้นข้าวยืนต้นตาย อีกทั้งน้ำจากกองขยะส่งกลิ่นเหม็นสร้างมลภาวะทางอากาศไปทั่วบริเวณ

ทั้ง นี้ สถานที่ทิ้งขยะดังกล่าวจะมีรถขยะจากเทศบาลตำบลเกาะเปริด, เทศบาลตำบลบางกะไชย และเทศบาลตำบลพลิ้วนำขยะมาทิ้งในบริเวณดังกล่าวทุกวัน จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ถนนได้รับความเสียหาย ที่ผ่านมาชาวบ้านได้เข้าร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ของเทศบาลฯก็ได้รับการ ตอบกลับมาว่า ไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซมและให้รอไปก่อน แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่มีความคืบหน้าจึงพากันมาร้องเรียนสื่อมวลชนต่อผลกระทบ ดังกล่าว














ชาวญี่ปุ่นนับหมื่นแสดงพลัง “ไม่เอา” พลังงานนิวเคลียร์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2554 15:28 น.


http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9540000119253



ชาวญี่ปุ่นหลายหมื่นคนรวมตัวที่สวนสาธารณะเมอิจิกลางกรุงโตเกียว วันนี้(19) เพื่อต่อต้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์


เอ เอฟพี - ผู้ประท้วงหลายหมื่นคนเดินทางมารวมตัวที่กรุงโตเกียว ในวันนี้ (19) เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นหยุดใช้พลังงานนิวเคลียร์ หลังเกิดภัยพิบัติเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งจุดชนวนวิกฤตนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุด ถัดจากเหตุโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลระเบิดเมื่อ 25 ปีก่อน

ผู้จัดการ ประท้วง เผยว่า ประชาชนราว 60,000 คนมาแสดงพลังต่อต้านการใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ซึ่งครั้งนี้นับว่าเป็นการประท้วงใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ซึ่งนำมาสู่วิกฤตนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้า ฟูกูชิมะ ไดอิจิ

ประชาชนที่ ทยอยมารวมตัวกันเป็นเรือนหมื่นในสวนสาธารณะเมอิจิกลางกรุง โตเกียว ต่างร้องกระโกน “ไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่เอาฟูกูชิมะ” ก่อนที่จะเริ่มเดินขบวน

การประท้วงครั้งนี้จัดขึ้นโดยองค์กรต่อต้าน พลังงานนิวเคลียร์ หลายกลุ่ม โดยมีชาวบ้านที่อพยพออกจากบริเวณรอบๆโรงไฟฟ้า ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 220 กิโลเมตร มาร่วมแสดงพลังด้วย

นายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ ให้สัญญาว่าจะร่างนโยบายพลังงานขึ้นใหม่ โดยเน้นพลังงานซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เป็นหลัก ทว่าก็ไม่ปิดกั้นการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต แม้จะเกิดหายนะรุนแรงที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะมาแล้วก็ตามที

ญี่ปุ่นเคย ตั้งเป้าไว้ว่า จะใช้พลังงานนิวเคลียร์ตอบสนองความต้องการพลังงานในประเทศให้ได้ถึงร้อยละ 50 ภายในปี 2030 เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และทำให้ญี่ปุ่นพึ่งพาพลังงานจากต่างชาติน้อยลง


ยักษ์ใหญ่พลังงานจีนค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในเสฉวน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2554 15:56 น.


http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9540000118962

(ภาพเอเยนซี)
พี เพิล เดลี - ซิโนเปค ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จีนค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติลึกลงไปใต้พื้นดินเกือบ 7 กิโลเมตร ในมณฑลซื่อชวน(เสฉวน) มีปริมาณก๊าซฯสำรองที่ได้รับการพิสูจน์ราว 160,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ข้อมูลจากบริษัทซิโนเปค เอ็กพอเรชั่น เซาท์เทิร์น ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของซิโนเปค ระบุ แหล่งก๊าซธรรมชาติหยวนป้าในมณฑลซื่อชวน เป็นแหล่งก๊าซที่ลึกที่สุดในจีน ราว 6,950 เมตรจากพื้นดิน กินพื้นที่ราว 155.33 ตารางกิโลเมตร และมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติราว 159.25 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณผลผลิตคาดการณ์ภายในปี 2558 อยู่ที่ราวปีละ 3,400 ล้านลูกบาศก์เมตร

กัว สีว์เซิ่ง ผู้จัดการทั่วไปบริษัทซิโนเปค เอ็กพอเรชั่น เผยว่า “หากพิจารณาโดยละเอียด ปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองทั้งสิ้นในแหล่งก๊าซธรรมชาติหยวนป้า อาจมีมากถึง 823,630 ล้านลูกบาศก์เมตร"

แหล่งก๊าซธรรมชาติหยวนป้าเป็นแหล่งก๊าซฯ หลักอีกแหล่งที่ซิโนเปคค้นพบ ในมณฑลซื่อชวน หลังจากค้นพบแหล่งก๊าซฯผู่กวง ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของจีน

ซิโนเปคเริ่มดำเนินโครงการสำรวจ บริเวณเขตหยวนป้าในปี 2549 และเริ่มก่อสร้างพัฒนาแหล่งก๊าซอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนส.ค.ปีเดียว กัน


จีนยิงดาวเทียมสื่อสารคุณภาพสูง “จงซิง 1 เอ” สำเร็จ!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2554 12:55 น.


http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9540000119094


จีนยิงดาวเทียมสื่อสารจงซิง 1 เอ จากศูนย์ยิงดาวเทียมซีชัง มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ในเช้าวันนี้ (19 ก.ย.) (ภาพไชน่า เดลี)
ไชน่าเดลี - จีนยิงดาวเทียมสื่อสารใหม่ “จงซิง 1 เอ” จากศูนย์ยิงดาวเทียมซีชัง มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ในเช้าวันนี้ (19 ก.ย.)

แถลงการณ์ จากศูนย์ยิงดาวเทียมซีชัง เผยว่า ทางศูนย์ฯได้ยิงจรวดขนส่งฉังเจิง 3 บี ที่บรรทุกดาวเทียมสื่อสารจงซิง 1 เอ ออกจากฐานยิงเมื่อเวลา 0.33 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเข้าสู่วงโคจรที่กำหนดสำเร็จ

ดาวเทียมจงซิง 10 ออกแบบและผลิตโดย สำนักวิชาการด้านเทคโนโลยีอวกาศของจีน ซึ่งอยู่ภายใต้องค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศของจีน

ทั้ง นี้ ดาวเทียมดังกล่าวจะสามารถให้ข้อมูลด้านการสื่อสารด้วยเสียงคุณภาพสูง การแพร่สัญญาณ บริการส่งข้อมูลอื่นๆ แก่ผู้ใช้บริการทั่วประเทศจีน สำหรับการยิงดาวเทียมในครั้งนี้ นับเป็นภารกิจครั้งที่ 146 ที่จีนยิงด้วยชุดจรวดขนส่งฉังเจิง

(ภาพไชน่า เดลี)


ความคิดเห็นที่ 4





ชื่อดีนิ " จงซิง "
ทุกวันหายากส์์



เศรษฐีจีนโชว์ “ทุบเบนซ์รักษ์สิ่งแวดล้อม” ชาวเน็ตก่น “ไร้ประโยชน์”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2554 08:34 น.

http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9540000118877

เฉิน กวงเปียว มหาเศรษฐีชาวจีน บังคับรถแบคโฮหัวเจาะกระแทก ทุบทำลายรถยนต์เมอร์ซิเดสเบนซ์สีดำ รุ่น เอส 600 ซาลูน มูลค่ามากกว่า 2 ล้านหยวน ที่บริษัทของตนเมื่อวันศุกร์(16 ก.ย.) (ภาพเฟิ่งหวง)
เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ - เฉิน กวงเปียว มหาเศรษฐีชาวจีน ยอมสละทุบรถยนต์เมอร์ซิเดส เบนซ์สุดรัก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หวังจุดกระแสรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ชาวจีนเลิกใช้รถยนต์ แต่กลับถูกชาวเน็ตจีนผู้ใช้รถยนต์ตอกกลับสับแหลกว่าเป็นการกระทำที่ “ไร้ประโยชน์”

เมื่อวันศุกร์ ที่ผ่านมา (16 ก.ย.) นายเฉิน กวงเปียว วัย 43 ปี มหาเศรษฐีผู้ใจบุญประธานบริษัทธุรกิจรีไซเคิล เจียงซู หวงผู่ รีนิวเอเบิล รีซอร์สเซส ยูทิไลเซชัน (Jiangsu Huangpu Renewable Resources Utilization) ได้ใช้รถแบคโฮหัวเจาะกระแทก ทุบทำลายรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์สีดำ รุ่นเอส 600 ซาลูน มูลค่ามากกว่า 2 ล้านหยวน หลังจากยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมทั้งบันทึกวิดีโอเผยแพร่ลงบนโลกไซเบอร์โดยระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของ กิจกรรมรณรงค์วันไม่ขับรถแห่งชาติ

หนังสือพิมพ์โมเดิร์น เอ็กซ์เพรส ในเมืองหนานจิง ระบุว่า การทำลายรถเบนซ์คันดังกล่าวซึ่งเป็นรถยนต์คู่บารมีที่เฉินใช้มาตั้งแต่เริ่ม กิจการของตนในช่วงแรก มีจุดประสงค์เพื่อชักจูงให้ชาวจีนเลิกใช้รถยนต์เพื่อลดมลพิษและอนุรักษ์สิ่ง แวดล้อม

เฉินกล่าวในวิดีโอว่า “ผมหวังว่าการกระทำของผมจะเป็นตัวอย่างให้แก่ชาวจีน โดยเฉพาะพวกนักธุรกิจผู้ประกอบการทั้งหลาย หากคุณมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อรถยนต์หรูคันโตได้ ก็อย่าซื้อเลย หรือหากคุณซื้อมาแล้ว ก็อย่าใช้มัน”

เฉิน กวงเปียน กลายเป็นมหาเศรษฐีจีนชื่อดังและเป็นที่รู้จักหลังจากเขาได้บริจาคเงินช่วย เหลือ 180 ล้านหยวน ให้แก่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) เมื่อปี 2551 นอกจากนี้เขายังได้รวมทีมกู้ภัยลงพื้นที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังกล่าว ด้วยตนเอง

แต่ต่อมาพฤติกรรมความใจบุญของเฉินก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ อย่างหนักว่า เป็นการกระทำที่ไม่จริงใจ อวดรวย จากการที่เขาแจกเงินให้คนอื่นไปทั่วตั้งแต่คนจนตามท้องถนน หรือตามหมู่บ้านยากจน ไปจนถึงชาวไต้หวันผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว นอกจากนี้ยังมีกระแสตั้งข้อสงสัยว่าเฉิน บริจาคเงินมากกว่ารายรับที่ได้จากกิจการบริษัทรีไซเคิลของตนเอง

และ เมื่อนายเฉินได้ทุบรถเบนซ์ของตนเองโชว์บนโลกออนไลน์จีน เขายิ่งถูกวิจารณ์หนักขึ้น ชาวเน็ตบางรายในเว็บไซต์ Sina.com ได้ให้ความเห็นว่า “การกระทำของเฉินไม่มี เหตุผล เขาไม่ได้พิจารณาถึงความจำเป็นของชนชั้นกลางที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามชาน เมือง จำต้องใช้รถยนต์เดินทางทุกวัน เพราะไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะอยู่อาศัยในใจกลางเมืองได้”

ชาวเน็ตบางรายรู้สึกเสียดายรถยนต์ที่นายเฉินทุบ พร้อมกล่าวว่า “การกระทำของเฉินไม่ได้เป็นตัวอย่างอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เป็นตัวอย่างของการกระทำโดยเปล่าประโยชน์”

ขณะที่ชาวเน็ตส่วนใหญ่มองว่า การกระทำของเฉินเป็นเพียงแค่การโอ้อวด

ชาว เน็ตอีกรายเผยว่า “ทุกวันนี้คนจำนวนมากต่างต้องการโอ้อวด แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีโอกาสทำอย่างนั้น ขณะที่นายเฉินมี” พร้อมกล่าวว่า “โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลย คนบางคนซื้อรถมาทุบเล่น แต่บางคนกลับไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อรถสักคัน”

เฉิน กวงเปียว นำทีมพนักงานบริษัทของตนปั่นจักรยานไป-กลับ ที่ทำงาน-บ้าน แทนการขับรถยนต์(ภาพเฟิ่งหวง)




ความคิดเห็นที่ 1 +47




เอาไปขายแล้วชื้อจักรยานให้คนจน
ดีกว่าไหม
ความคิดเห็นที่ 13 +36




เขาทำเพื่อสาแก่ใจก็ช่างประไร แต่ที่บริจาคเงินมากมายและให้เงินแก่คนจนผมว่าน่ายกย่อง

เศรษฐีไทยมีแต่หนีภาษี โกงเงินหลวง หลอกคนจนมาถูกยิงกบาลแล้วบอกสู้เพื่อประชาธิปไตย
ผมว่าเขาดีกว่าเศรษฐีไทย
ความคิดเห็นที่ 4 +15




ไม่อยากขับก็จอดไว้ครับ
ทุบทิ้ง โลกก็ไม่หายร้อนหรอกครับ

คิดดูเฮียใช้พลังงานขนาดไหนในการทุบรถคันนี้

นอกจากนั้นยังทำให้ผมและคนอื่นทั่วโลก ต้องเสียพลังงานมาพิมพ์ด่าเฮียอีก
เฮ้อ

ความคิดเห็นที่ 48





หารู้ไม่ว่า ที่คุณทำคือ ทำลายสิ่งแวดล้อม
เพราะรถที่เสียหายเป็นขยะของโลก



ความคิดเห็นที่ 45





น่าจะใช้บริการพวก XXXXXX เคยมีประสบการณ์ทุบเบนส์มาแล้ว
111

ความคิดเห็นที่ 43 +3




โถ ก็แค่ สร้างความสนใจ นั่นแหละ ! รถ รุ่นนี้มันมีอายุปาเข้าไปกว่า 12 ปี แล้ว ว่ะ หากไม่ทุบ ก็ขายออกได้ไม่เท่าใหร่ เอามาทำ โปรโมท ตัวเอง สร้างกระแส ความสนใจ แบบนี้ คุ้มกว่า หลายๆ เน้อะ !!!! แน่จริงให้มันทุบ รุ่นใหม่ ซิว้ะ ดูซิมันจะกล้าใหม ? เอารุ่มเปลี่ยนโฉม ก่อนรุ่นล่าสุดปัจจุบันก็ได้ว้ะ กล้าๆ หน่อย ................
เคือง


ความคิดเห็นที่ 39







เขาจ่ายเงินตัวเอง เพื่อรณรงค์สิ่งที่รัฐควรทำ แต่ไม่ทำ แสนรู้กันจังว่าเสียดายเงิน โฆษณาเดี๋ยวนี้จ่ายให้ดารา6-7 หลัก ก็ยังนั่งดูและซื้อ ไมไม่เห็นมีใครบ่น กำไรบวกอยู่ในสินค้าทั้งนั้น แชมพู 50%+40%Ads

marketer


ความคิดเห็นที่ 37





โปรโมทบริษัทตัวเองหรือป่าว ??


ความคิดเห็นที่ 35





น่าจะขายแล้วเอาเงินไปช่วยคนจนนะครับ จะได้ไม่เสียเปล่า
p
ความคิดเห็นที่ 34





ทำจริงเป็นตัวอย่างนานๆ จะดูน่านับถือกว่านะครับ
แบบนี้มันดูเป็นการโปรโมทตัวเองไปทั่วโลก ด้วยเงินค่าโฆษณาแค่รถยนต์เก่าๆ คันนึง
ทำจริงดี ส่งเสริมคนอื่นจริง ดูน่าเชื่อถือกว่า
ความคิดเห็นที่ 33





แต่คนก็รู้จักเค้านะเป็นการประชามสัมพันที่ได้ผลในระดับนึง
วิลล่าคาเฟ่

ความคิดเห็นที่ 30





ก็ถูกน่ะมีวิธีที่ดีกว่านี่ในการช่วยโลก แต่ถ้าทำตามที่พวกคุณว่ามา แล้วสื่อมันจะสนใจเหรอ ลงทุนเสียเบนซ์เก่าำๆไปคันนึง แลกกับคนรู้จักไปทั้งโลก แม้ผลจะออกมาเป็นลบแต่ก็ไ่ม่ทำให้ภาพลักษณ์เสียอะไรมากมาย
คุ้ม
ความคิดเห็นที่ 29





ดูแล้วสงสารรถจัง อุตสาห์รับใช้เจ้าของมันมาตั้งแต่เริ่มกิจการ น่าจะรณรงค์ด้วยวิธีอื่นนะ
คนยังไม่รวย
ความคิดเห็นที่ 28





ไม่ทำอย่างนี้แล้วเฮียเค้าจะเป็นข่าวหรือ ก็เค้าอยากดัง เค้าก็เลยทำแบบนี้ คนทำข่าวก็ไปให้ความสำคัญกับเค้าเอง
เฟค

ความคิดเห็นที่ 22 +2




จีนเรารณรงค์เลิกใช้รถยตน์
แต่ไทยรณรงค์ให้ช่วยกันซื้อครับ
คนถือหุ้นพลังงาน(ใครบ้างว่ะ)
จะได้รวยกันใหญ่
น้ำท่วมก็ท่วมไปไม่ได้ท่วมบ้านตรู
คิดอะไรไกลๆไม่เป็นครับแค่เอาตัวรอดไปวันๆ

Big โล


ความคิดเห็นที่ 20





รุ่นนี้ที่มีปัญหาเครื่องต๊อกๆ แอร์เหม็น กระจกตกร่องรึป่าว

ไม่เปลี่ยนรถใหม่ใน 7 วัน
ความคิดเห็นที่ 19





เฮียแก มาอยู่ประเทศไทยไม่ได้นะเนี้ย
เพราะคนละแนวกับรัฐบาลไทย ที่สนับสนุนลดคนแรก
zekoza11
ความคิดเห็นที่ 18







น่าจะทุบหอนด่ามากกว่านะ

ผิดยี่ห้อ
ความคิดเห็นที่ 17





เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ แต่ไร้ประโยชน์เพราะสื่อไม่ถึงคนทั่วไป
BnK
ความคิดเห็นที่ 16





แบบอย่างของ คนโง่แต่ขยัน(ทำแต่เรื่องโง่ๆ)




เค้าเป็นเจ้าของบริษัท แต่เกรียนคีย์บอร์ดมาด่าเค้า เฮ้อ
bob

แต่ผมว่าเขารวยกว่าคุณนะ ถึงจะโง่กว่าคุณก็เหอะ
ขำ

ทำไำมต้องวัดที่ความรวย? ขายยาบ้าก็รวยไำด้นะ
.....


ความคิดเห็นที่ 13 +36




เขาทำเพื่อสาแก่ใจก็ช่างประไร แต่ที่บริจาคเงินมากมายและให้เงินแก่คนจนผมว่าน่ายกย่อง

เศรษฐีไทยมีแต่หนีภาษี โกงเงิน XXXX หลอกคน XX มาถูก XXXXXX แล้วบอกสู้เพื่อ XXXXXXXXXX
ผมว่าเขาดีกว่าเศรษฐีไทย
ความคิดเห็นที่ 12







โชว์โง่

โชว์งก

กรูไม่ใช้ และไม่ให้คนอื่นมาใช้ของของกรู

อ้ายงกโชว์
ความคิดเห็นที่ 11





เศรษฐีใหม่ก็มีอะไรแปลกๆอย่างนี้แหละครับ...
ท่านผู้โชม...


ความคิดเห็นที่ 8





รถมันเก่าราคามันถูก ค่าบำรุงรักษา +ภาษีแพง เหมาะสำหรับนำมาใช้สร้างภาพที่สุด
ขี่จักรยานกันเถอะ



รุ่น 140 มั้ง ช่วงน้ำมันแพงมาก ๆ ราคาเหลือสี่แสน
ปลาวาฬ


ความคิดเห็นที่ 5





ฝนตกเมื่อไหร่
มรึงจะรุ้สึก
ความคิดเห็นที่ 4 +15





ไม่อยากขับก็จอดไว้ครับ

ทุบทิ้ง โลกก็ไม่หายร้อนหรอกครับ

คิดดูเฮียใช้พลังงานขนาดไหนในการทุบรถคันนี้


นอกจากนั้นยังทำให้ผมและคนอื่นทั่วโลก ต้องเสียพลังงานมาพิมพ์ด่าเฮียอีก
เฮ้อ



หุ หุ หุ
หึ หึ หึ

เออ คิดได้รอบด้านจริงๆ นับถือๆ
นับถือ


ความคิดเห็นที่ 3





รถเก่า...ภาษีแพง...
ก็แค่นั้น
ความคิดเห็นที่ 2 +1




รถมันเก่าไปมั้ง แต่ก็นเหอะเอาไปขายเต้นมือสองแล้วเอาเงินไปบริจาคให้คนด้อยโอกาสน่าจะเป็น ประโยชน์มากกว่า ทำแบบนี้มันสร้างภาพอยากดังชัดๆ ไร้ค่า แถมเป็นการเพิ่มขยะให้โลกเข้าไปอีก ถ้ามีคนรวยโง่ๆแบบนี้สัก 10% นักอนุรักษ์คงปวดหัวไม่น้อย

ประเดี๊ยวเฮียแกก็คงไปออกรุ่นใหม่ล่าสุดแหงๆ คันนี้ไม่รู้ทำไงมันเกือบ 20 ปีละ ทุบซะ...
...
ความคิดเห็นที่ 1 +47




เอาไปขายแล้วชื้อจักรยานให้คนจน
ดีกว่าไหม



จริงครับ
ไม่ทุบและไม่สร้างเพิ่ม

ยังมีเวลาคับ ทุบเสร็จ เอาเศษเหล็กไปขาย แล้วซื้อจักรยานแจก
เยี่ยม

เอาไปขายก็มีคนซื้อมาใช้อยู่ดี มันก็ไม่ได้ช่วยลด
โลกร้อนนี่นา มองต่างมุม อย่าคิดมาก
ยังไงที่เมืองจีน บ้านไหนๆ เค้าก็มีจักรยานอยู่แล้ว
จักรยาน ของคู่เมืองจีน




600 Benz - Wale Feat. Rick Ross & Jadakiss (Official Video)

http://www.youtube.com/watch?v=fZW1STjbKSs










ไขปริศนาภาษาไทย-ยนตกรรม กับยนตรกรรม

โดย คม ชัด ลึก วัน จันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551 02:17 น.

http://news.sanook.com/social/social_258076.php


คำว่ายนตกรรม กับยนตรกรรม คำใดถูกต้อง

ตอบ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ เก็บคำว่า ยนต์, ยนตร์ ไว้โดยตั้งคำคู่กันและให้ความหมายว่า น. เครื่องกลไก, เครื่องจักรที่ให้กำเนิดพลังงานหรือทำให้วัตถุเคลื่อนที่. (ป. ยนฺต; ส. ยนฺตฺร). เมื่อนำมาสมาสกับคำว่ากรรม จึงใช้ได้ทั้งคำว่า ยนตกรรม และ ยนตรกรรม โดยยนตกรรม มาจากยนต+ กรรม และยนตรกรรมมาจากยนตร+ กรรม

http://news.sanook.com/social/social_258076.php



----

เศรษฐีตัวจริงตบเท้า...อัปเดตสุดยอดยนตกรรมเมืองผู้ดี
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2554 22:40 น.

http://manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9540000118108


วุฒิศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์


พรทิวา-กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา


กุสุมา ไชยพร,ม.ล. คฑาทอง ทองใหญ่,ไชยยง รัตนอังกูร,นภาลัย อารีสรณ์


รณฤทธิ์ ตั้งคารวคุณ,กรกนก ยงสกุล


หนุ่มไพร์ด-วุฒิศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ แห่ง ค่าย เอ เอ เอส ออโต้ เซอร์วิส จัดเต็มเอาใจคอรถหรู ส่งรถสปอร์ต เบนท์ลีย์ คอนติเนนทอล จี ที สุดยอดยนตกรรมที่มีอายุยาวนานถึง 9 ทศวรรษ จากเมืองครูว์ ประเทศอังกฤษ มาจอดอวดโฉมอย่างเป็นทางการในงาน Exclusive Lauanch of The New Bentley Continental GT เปิดตัวสุดยอดรถหรู ในคอนเซ็ปต์ An unbroken line ที่สะท้อนถึงนวัตกรรมและการออกแบบเส้นสายที่ไม่มีที่สิ้นสุด

งาน นี้ไฮโซกระเป๋าหนักบ้านเรา ที่ชื่นชอบรถหรูจากฝั่งอังกฤษตบเท้าร่วมงานคับคั่ง เพื่อยลโฉมรถสปอร์ตสุดหรูที่ผลิตขึ้นอย่างประณีตด้วยงานฝีมือ แถมยังขับเคลื่อนได้ไม่ต่างจากซูเปอร์คาร์ ขณะเดียวกันก็สามารถตอบโจทย์เรื่องการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ด้วย เรียกว่าถูกใจสาวกเบนท์ลีย์มากกว่าเดิม ด้วยเครื่องยนต์ W12 (FlexFuel) และเครื่องยนต์ V8 ใหม่ ที่เสริมความคล่องตัวและยังเป็นรถรุ่นที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะในการขับเคลื่อนจะปล่อยมลพิษลดลงกว่า 40%

นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมที่คอยอำนวยความสะดวก ทั้งหน้าจอสัมผัส infotainment ใหม่ที่มีระบบค้นหาเส้นทางและแผนที่กูเกิล พร้อมด้วยเทคโนโลยีสร้างความบันเทิงให้รถเศรษฐีขับพร้อมสรรพยิ่งขึ้น ด้วยลำโพงแบบ Balanced Mode Radiator และเสียงแบบดิจิตอลสุดไฮเทคที่สร้าง Sound Field ให้กับลำโพง อีกทั้งเบนท์ลีย์รุ่นนี้ยังสามารถเติมได้ทั้งน้ำมันธรรมดาและน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E85 หรือจะเลือกเติมน้ำมันทั้งสองชนิดก็ได้

ลองสัมผัสสุดยอดยนตรกรรม


ใน ฐานะผู้แทนจำหน่ายเบนท์ลีย์ในเมือง ไทย (อย่างเป็นทางการ) แต่เพียงผู้เดียว หนุ่มไพร์ด กล่าวว่า ถึงตอนนี้มียอดจองก่อนงานเปิดตัวแล้ว 5 คัน ในราคา คันละ 20.9 ล้านบาท ส่ง มอบถึงมือลูกค้าไปแล้ว 1 คัน สิ่งที่โดดเด่นโดนใจหลายคนคงเป็นการดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ไฟหน้าเจิดจรัสดุจเพชรคู่เม็ดเป้งที่ถูกใจสาวกเบนท์ลีย์ไปแล้วหลายคน

หลัง จากเปิดผ้าคลุม ทำพิธีเปิดตัวพระเอกของงานเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาที่สาวกเบนท์ลีย์ยืนต่อคิว เพื่อรอขึ้นไปทดลองนั่งขยับพวงมาลัย ลูบไล้สัมผัสกับความหรูหหราแห่งยนตกรรมในห้องโดยสารให้เต็มอิ่ม ก่อนจะตัดสินใจซื้อ เตรียมรอเป็นเจ้าของตามกำลังทรัพย์และความชอบส่วนตัว ส่วนใครที่สั่งซื้อเบนท์ลีย์จากค่ายรถของหนุ่มไพร์ด เจ้าตัวบอกว่า เจ้าของรถทุกคันจะได้รับสิทธิ์การรับประกันจากโรงงานเบนท์ลีย์ประเทศอังกฤษ นานถึง 3 ปี แบบไม่จำกัดระยะทางอีกด้วย

ยลโฉมพระเอกของงาน



>> อัปเดตข่าวในแวดวงสังคม กอสซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่ http://www.celeb-online.net



เศรษฐีใส่ถุงเท้าไปจองรถซุป'คาร์ แพงเท่าไหร่ก็ไม่หวั่นเพราะขนหน้าแข้งไม่ร่วง!?
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 กันยายน 2554 21:00 น.

http://www.manager.co.th/Celebonline/ViewNews.aspx?NewsID=9540000117082


http://pics.manager.co.th/Images/554000012423202.JPEG

http://pics.manager.co.th/Images/554000012423203.JPEG


>>เมื่อวานก่อน “เบนต์ลีย์” (Bentley) เปิดตัวรถสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด “Bentley Continental GT ที่โรงแรมเรเนซองส์ เนืองแน่นไปด้วยเศรษฐีมากมายหลายอาชีพ มายืนลูบๆ คลำๆ พริตตี้ อุ๊บส์!! รถยนต์คันงาม เพราะเป็นรถสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด เท่ขึงขังชวนจับจองเป็นเจ้าของจริงๆ แต่ราคานี่น่ะซิคะ แค่ 20.9 ล้านบาทเอง ทำเอาเดี๊ยนแทบกลืนน้ำลายไม่ลง!!!

งาน นี้ไม่มีบรรดาเศรษฐีคนไหนถึงกับ หนีบเงินเป็นฟ่อนๆ มาจองรถในงานหรอกค่ะ เพราะเขาแค่เปิดตัวยั่วน้ำลายให้แก่บรรดาคอรถยนต์ซุป'คาร์เท่านั้นเอง แต่หนึ่งในบรรดาผู้ได้รับ “Invitation Card” ให้มายลโฉมรถสปอร์ตคันงามก่อนใครนี้ ก็มี “หนุ่มโหลย-เฉลิมพงศ์ ศรีโรจนันท์” ทายาทของคาร์สัน (ผู้ผลิตและจำหน่ายถุงเท้าคาร์สัน) ที่ตั้งใจจะมาร่วมงานเพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่วายต้องหนีบผู้พ่อ “คุณสุพจน์ ศรีโรจนันท์” (เจ้า ของเงินของคาร์สันตัวจริงเสียงจริง) มาด้วย เพราะหลงเสน่ห์เจ้า GT มานานแล้ว จึงถือโอกาสนี้ตามลูกชายสุดหล่อมาลูบๆ คลำๆ ด้วยตนเอง กะว่าหลังจากนี้จะแอบมาจองสักคัน แต่ขอแบบ 4 ประตู เพราะไม่กล้าขับเอง แต่จะซื้อไปให้คนขับรถขับให้นั่ง!!!

เอ่อ...เฮียคะ ขอถามหน่อยซิคะว่าใส่ถุงเท้าคาร์สันมาด้วยป่ะคะ เพราะไม่เห็นขนหน้าแข้งของเฮียร่วงเลยอ่ะ อิอิ


>> อัปเดตข่าวในแวดวงสังคม กอสซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่ http://www.celeb-online.net




Lloyd Banks ft Juelz Santana -
Beamer, Benz Or Bentley
(Official Music Video New March 2010)W/Maino

http://www.youtube.com/watch?v=CRgr0DHVKuo










“หน่อย” เลิศมากประเดิมผู้จัดละครจับสามี “เคน” เป็นพระเอก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2554 01:28 น.

http://manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9540000118605






“หน่อย บุษกร” หันเป็นผู้จัดละครเรื่อง “รักคุณเท่าฟ้า” ช่อง 3 ได้ “เคน ธีรเดช” สามีสุดฮอตเป็นพระเอก ฝ่ายชายขอบคุณช่อง 3 ที่ให้โอกาส แต่ยังไม่เปิดเผยว่านางเอกจะเป็น “ชมพู่ อารยา” จริงหรือไม่

เล่นละครให้คนอื่นรวยมาเยอะแล้ว ล่าสุด “เคน ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์” ก็ตกปากรับคำเป็นพระเอกละครเรื่องแรกให้ “หน่อย บุษกร ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์” ภรรยาสุดที่รักที่หันมาเอาดีลองชิมรางเป็นผู้จัดละครให้กับทางช่อง 3 เป็นเรื่องแรกในเรื่อง “รักคุณเท่าฟ้า” งานนี้เงินทองไม่รั่วไหล

“ครับ ตอนนี้คุณหน่อยก็เป็นผู้จัดแล้วครับ แล้วผมก็เป็นพระเอกครับ....จบ (หัวเราะ)ละครน่าจะเปิดกล้องกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ครับ แต่นางเอกจะเป็นชมพู่หรือนางเอกคนไหนเอาเป็นว่าที่แน่ๆ ตอนนี้มีผมแล้วละหนึ่งคน (ยิ้ม)นางเอกอาจจะต้องรอประมาณเดือนตุลาคมว่าจะเป็นใครยังไง ก็ต้องรออนุมัติก่อนยังไม่อยากพูดไป เดี๋ยวอาจมีการเปลี่ยนแปลง ส่วนแนวละครของคุณหน่อยอาจจะไม่ถึงคอมเมดี้แต่ก็ไม่ดราม่าดูสบายๆ มากกว่า”

“ส่วนข่าวที่ว่าคุณหน่อยขอเงินไปลงทุน 10 ล้าน ผมว่าคงไม่ต้องมั้งครับเพราะช่องจ่ายครับ( หัวเราะ) คุณหน่อยก็มีคนช่วยสนับสนุน พี่ยุ (ยุวดี ไทยหิรัญ)ก็คอยช่วยมีอะไรก็ปรึกษากันตลอดและต้องขอบคุณช่อง 3 ครับที่ให้โอกาสให้เราเข้าไปเสนอแล้วก็ไว้ใจให้ลองทำดู ชื่อเรื่องรักคุณเท่าฟ้า ถาม ว่าผมจะหันไปช่วยคุณหน่อยไหม ก็ยังครับแต่ให้ช่วยงานตอนนี้พอช่วยได้ แต่พอเปิดกล้องแล้วผมก็อาจจะเป็นแค่นักแสดงคนหนึ่ง คนอื่นก็ต้องมาช่วยแทน”

“ส่วนลูกๆ ก็ไม่ต้องมาอยู่ที่กองเพราะน้องคุนไปโรงเรียนแล้ว น้องจุนก็เดี๋ยวดูอีกทีแต่คงต้องหาทาง คุณหน่อยคงพร้อมแล้วเพราะห่างวงการไป 3 ปีเพื่อเลี้ยงลูกอย่างเดียวเขาเสียสละมาเยอะแล้วถึงเวลาแล้วครับ ถามว่าเขาจะเล่นละครไหม ก็ไม่แน่ใจนะ แต่อยากให้เขาทำตรงนี้ไปก่อนค่อยว่ากันอีกที แต่ถึงน้องคุนจะมีแววการแสดง ผมก็ไม่คิดจะเอาน้องมาเล่นครับ (หัวเราะ)

-----------------------------------------------------------------

กระผม Not.my.d. รักคุณเกือบเท่าฟ้า แต่(หลง)รักฟ้ามากกว่า(รัก)ใคร(อีกหลายคน...)

(กระผม ได้เข้ามาสารภาพลับหลังในนี้ ว่า ตอนนี้กระผม(หลง)รักฟ้ามากกว่าบร๊ะเจ้า(ที่ชื่อว่า)ใหม่เสียอีก!!!)

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีใครที่เขารักฟ้ามากกว่าผมรัก(และหลง)

เขาคนนั้นก็คือ คุณทัศ นั่นเอง (คิดว่าอย่างนั้นนะ)

แต่เหนืออื่นใด แล้วพ่อแม่ฟ้า (ที่ผมยังไม่รู้จัก) หละ

ญาติพี่น้องฟ้า (ที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร) อีกหละ.......

พวกเขา ย่อมต้องรักฟ้าเป็นอย่างดี

พวกเขารู้จักฟ้าเป็นอย่างดี

ส่วนผมยังไม่รู้จักเธอเลย.....

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

-----------------------------------------------------------------


NOT MY PICTURES.

Sorry if you think it is nudity.